ชีวประวัติพระมหาสีไพร

0
946

                                                    ชีวประวัติพระมหาสีไพร อาภาธโร

  • อภิธรรมบัณฑิตเอก  นักธรรมเอก
  •  พระอาจารย์สอนวิปัสสนากัมมัฏฐานพระอาจารย์3พระอาจารย์9
  • วิทยากรพิเศษผู้ชำนาญการ สมาคมแพทย์แผนไทย
  • เปรียญธรรม ๓ประโยค
    *****ผลงานหนังสือ “สมาธิเพื่อ   การผ่อนคลาย รักษาสุขภาพกายและจิตโดยองค์รวม”
    DVD ชุดสมาธิเพื่อการผ่อนคลาย ชุดผ้าขาวม้าทองคำ ชุดตอกเส้นชุดโยคะเอ็กซเรย์
    ตำราตอกเส้น ๒๖๐๐ปี

                จากคนขี้โรคหมอหมดปัญญาไม่มีทางรักษา แต่ก็รักษาตัวเองจนหายทุกโรค
อาตมาเกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2509 ที่อ.บางเลน จ.นครปฐม เจ็บป่วยตั้งแต่เด็ก อายุ 3 ขวบก็ต้องอยู่กับหมออยูกับยา โดนกวาดยาในลำคอ โดยหมอชาวบ้านชื่อ สำเภาเขาเอายาอะไรก็ไม่รู้ตำใส่ครก แล้วใช้นิ้วป้ายยา ล้วงคว้านลงไปในลำคอ ลึกมาก สำลักตาเหลือก แสบเผ็ดหน้ากลัวมาก เกลียดที่สุดก็หมอคนนี้ แค่เห็นหน้า หรือได้ยินเสียงก็วิ่งหนี้แล้ว เด็กพอเห็นหมอคนนี้ก็ร้องจ๊ากแล้ว สามวันดีสี่วันไข้  หมอคนที่สองเป็นผู้ใหญ่บ้าน สะพายกระเป๋าเครื่องมือฉีดยา มาฉีดยาให้เป็นประจำ ถ้าเป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหลย้อยก็ต้องฉีดยา หมอชาวบ้านสมัยก่อนเขาเก่งจริงๆ  ฉีดยาเข็มเดียวหายเลย หมอสมัยนี้รักษาไม่หาย รักษาเป็นเดือน เป็นปี จนคนป่วยล้นโรงพยาบาล อายุ๕ขวบก็ต้องมาเป็นเด็กวัดที่วัดไผ่คอกวัว เป็นวัดในหมู่บ้าน เป็นเด็กวัดที่มีอายุน้อยที่สุด เป็นหมอนวดให้หลวงตา หลวงพ่อ ได้เงินครั้งละ 1 สลึ่งบ้าง 50 สตางค์ อาศัยข่าวก้นบาตรเลี้ยงชีวิต  เป็นเด็กที่มีความจำดี อายุ 6 ขวบก็เข้า โรงเรียนบ้านไผ่คอกวัว   เป็นเด็กพุงโลก้นปอด เดี๋ยวก็ป่วย ปวดหัว เป็นไข้หวัดบ่อย ไอจาม มีน้ำมูกไหลย้อย เแพ้อาหาร ทานเนื้อวัว  ปลาไหล เต่า ตะพาพไม่ได้ อากาศเปลี่ยนแปลง เป็นต้องป่วยทันที ยิ่งหน้าหนาวยิ่งเป็นหนัก ปวดหัวขี้มูกไหลย้อย ตลอดเวลา สั่งขี้มูก พรื้ดๆเลือดกำเดา ไหลออกจมูก เป็นประจำ ต้องทานยาชุด ยาแก้แพ้ ยาแก้อักเสบ   ยาแก้ปวดตลอด เป็นโรคประจำตัวมาแต่เกิด ติดเชื้อง่ายมาก ตอนอยู่โรงเรียนประถม เป็นเด็กขยันรู้จักเก็บออมพึ่งพาตัวเอง ก็เก็บฝรั่ง มะขามเทศ มะขวิด ไปขายให้เพื่อน ที่โรงเรียนก็มีเงินค่าขนม อยู่วัดก็นวดพระบ้าง ถางหญ้าบ้าง เศษข้าวที่เหลือก็เอาไปขายให้คนเลี้ยงหมู ก็มีเงินเหลือเก็บ ไม่เคยขอสตางค์พ่อแม่ใช้ มีแต่พ่อแม่มาขอยืมใช้

1       อายุ ๑๒ ปีก็ถูกหมาตัวใหญ่กัด ที่โคนขาข้างซ้าย เนื้อหลุดเป็นปั้นๆ เส้นเอ็นเส้นเลือดใหญ่ขาด เดินไม่ได้อีกเดือนหนึ่ง  หลังจากนั้นขาข้างซ้ายเหมือนจะพิการ เสียวโคนขาตรงหมากัด ปวดขา ปวดเข่า น่องตึง แตะถูกตรงรอยแผลหมากัด ก็จะเหมือนเหมือนไฟซ็อต  เจ็บปวดทรมานเรื่องหมากัดมา 30 กว่าปี เป็นคนที่กลัวหมามาก แค่ได้ยินก็ขนหัวลุก ตอนเป็นเด็กถูกแตน ตะขาบ แมลงป่อง ผึ้ง ต่อหัวเสือ ต่อหลุม สัตว์มีพิษ  กัดต่อยนับไม่ถ้วน คนอื่นเดินไปข้างหน้าไม่ต่อย มาต่อยเราเดินข้างหลัง ไม่รู้เวรกรรมอะไรกัน หนักสุดก็โดนต่อต่อยยกรังครั้งเดียว 12ตัว เคยโดนต่อหัวเสือต่อย ที่สุดของความปวด จนเป็นเหตุให้ผมหงอกก่อนวัย มาจนทุกวันนี้

หลังจากอายุ๑๓ปีก็เข้าโรงเรียนบางเลนวิทยา คู่กับเข้าออกโรงพยาบาล

Screen Shot 2559-07-11 at 10.32.473

 

 

4

Untitled

 

 

 

 

 

 

เคยเป็นไทฟอยขึ้นสมองต้องนอนรักษา  ที่โรงพยาบาลคริสเตียน เลือดกำดาวไหลออกเป็นกระโถน ไหลออกทั้งคืน ไหลไม่หยุด ต้องเอากระเป๋าน้ำแข็ง  โป๊ะหัวตลอดเวลา  พีสาวและแม่ร้องไห้ นึกว่าตาย   อยู่โรงพยาบาล10 กว่าวัน ก็ออกจากโรงพยาบาล ป่วยครั้งนี้สาหัสมาก ที่บ้านยากจน กลางคืนออกหากบ หาปลามาขาย ได้คืนละ50-100บาท ก็เก็บเงิน เอาไว้ไปโรงเรียน ไปโรงพยาบาล กว่าจะได้นอนก็ตีสาม ตีสี่  กลับมานอนได้ชั่วโมงกว่าก็ไปโรงเรียน ไปนั่งหลับที่โรงเรียน ชีวิตก็เป็นแบบนี้ตลอด นอนน้อยทำงานหนัก ทำให้เลือดจาง อยากหายจึงไปหาหมอตลอด ไปตามหมอนัด กินยาตามหมอสั่ง รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย  ตอนเรียนหนังสือ( นี่เป็นความคิดผิดครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต ที่ไปคิดว่ายาเท่านั้นที่รักษาโรค ) ชอบเรียนฟิสิกส์  เคมี ชีวะ ชอบอ่านหนังสือใกล้หมอ เป็นคนที่เกลียดวัด เกลียดศาสนาเพราะถูกพระตี แบบไม่มีเหตุผล  พระพูดย่างทำย่าง คำพูดกับการกระทำ ไม่ตรงกัน เป็นคนไม่เคยกลัวผี เพราะไม่เคยเห็นผี  และไม่เชื่อว่าผีมีจริง ไม่เชื่อ เวรกรรมมีจริง ไม่เชื่อว่าบาปบุญมีจริง ก็เห็นจะๆว่าตายแล้วก็เผา ไม่เห็นมีวิญญาณ เป็นคนอวดรู้อวดฉลาด  (นี่เป็นเหตุผลของคนหัวดื้อ) 

อายุ 14 ปี อาการปวดหัวเป็นหนักมาก คุณหมอบอกว่าเป็นโรคไซนัส หรือ รีดสีดวงจมูก วันจันทร์ไปโรงพยาบาลตามหมอนัด อังคาร-ศุกร์ไปโรงเรียน มาสายขาดเรียนบ่อย เป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก จะเอาหนัง สือ นวนิยายมา อ่านเป็นประจำ ตอนเรียนหนังสือก็เป็นบรรณารักษ์ห้องสมุทร  ได้อ่านหนังสือ  การทำสมาธิของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ เล่มเล็กๆสอนให้ทำสมาธิ   โดยใช้พระพุทธรูปตั้งไว้ในท้อง  แล้วเคลื่อนย้ายไปตามจุดต่างๆของร่างกาย เราทำได้เห็นองค์พระสว่างโล่ง เข้าไปนั่งในองค์พระก็ได้ เอาองค์พระครอบตัวเราก็ได้ พอได้สมาธิความเจ็บปวดก็หายไป ได้วิธีการลดความเจ็บปวดให้กับร่างกาย ยามไข้ขึ้นบางวันต้องทานยาเป็นกำมือ 30-40 เม็ดทานยาเป็นอาหาร ทานตามหมอสั่งทุกๆ 4 ชั่วโมง เพราะยากหาย จึงทำตามหมอ นี่เป็นความผิดครั้งร้ายแรงอีก(เราแน่ใจหรือว่าหมอรู้จริง)
5

อายุ 15 เป็นโรคบิดมีตัวลงกระเพาะถ่ายเป็นมูกเลือด ต้องนอนให้น้ำเกลืออยู่โรงพยาบาลขวดแล้วขวดเล่าเป็นเดือน กว่าจะหาย ตอนนี้ชักเริ่มสงสัยว่าเวรกรรมมีจริงไหม หัดนั่งสมาธิเองโดยไม่มีใครสอนก็นั่งตามท่าพระแก้วมรกตนั่นแหละ นั่งไปก็เหมือนตกนรกทั้งเป็นมีแต่ความเจ็บปวด ปวดร้าวไปทั้งตัว เข่าลอยขัดสมาดไม่ได้ พยายามกดเข่าดัดเข่าตัวเองจนพอนั่งได้ พอจิตสงบจะได้ยินเสียงลั่นดังแปะๆที่โพรงจมูก ที่หัวเหมือน  มันคลายตัวหดตัวลงเมื่อลมหายใจเราเบาลง  พอจิตสงบดิ่งลงไป ความเจ็บป่วยก็หายไป มีแสงสว่างนวลๆ คล้ายแสงนีออน มีความสุขอยู่ในสมาธิ พอออกจากสมาธิก็เจ็บปวดอีก เพราะความเจ็บปวดทรมานก็เลยถูกบังคับ ให้ทำสมาธิทุกวัน วันไหนไม่ได้ทำก็ปวดร้าวไปทั้งหัว แทบจะเอาขวานจามหัว หรือเอาปืนระเบิดสมองไปเลย
จนอายุ 17 ป่วยหนักเข้ารักษาโรงพยาบาลบางเลน โรงพยาบาลสนามบินกำแพงแสน โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลคริสเตียนนครปฐม กินยาทานยา ฉีดยา ทานยาเป็นอาหาร สายน้ำเกลือเป็นน้ำดื่ม อายุ๑๘อยู่ม.๔จมูกมีกลิ่นเหม็น หัวเน่าหนองไหลออกจมูก คุณหมอปกป้องอยู่โรงพยาบาลสนามบินเอ็กซเรย์สมอง ดูภายในโพรงจมูก ผลปรากฏว่ามีหนองเน่าข้างใน ทางโรงพยาบาลสนามบินผ่าไม่ได้ จึงส่งเข้าโรงพยาบาลนครประฐม

ไซนัส

คุณหมอที่โรงพยาบาลนครปฐม ก็บอกว่าอันตรายจะกระทบกระเทือน สายตาและสมอง ก็ให้ทานยาต่ออีก  ก็บอกว่ายาอย่างโน้นดี อย่างนี้ดีเปลี่ยนยาอยู่เรื่อยๆ อาการปวดก็หนักขึ้นแทบจะเอาปืนยิงหัว นรกทั้งเป็น

     เอ็กสเรย์สมองครั้งที่หนึ่งที่โรงพยาบาลศิริราช ครั้งที่ 2 โรงพยาบาลสนามบิน ครั้งที่ 3 ที่โรงพยาบาลนครปฐม ผลกระทบจากการเอ็ซเรย์ครั้งที่3 สมองเป็นอัลไซเมอร์ความจำเสื่อม  เขียนหนังสือไม่ได้ ต้องลาออกจาก โรงเรียน ทั้งที่เรียนไม่จบม.6    ช่วงนี้เครียดมาก ยิ่งหาหมอโรคกลับเพิ่มขึ้น ปวดตามข้อกระดูก อาหารไม่ย่อยๆ ไม่มีวี้แววว่าจะหาย ทำให้หมดความเชื่อถือในหมอ หมอไม่เก่งหรือหมอไม่มีความสามารถ เราก็กินยาตามหมอสั่งทำไมไม่หาย หรือว่ามีเวรกรรมจริง เราป่วยเพราะผลกรรมในอดีตชาติ เป็นช่วงที่มีความทุกข์มาก หัวก็เน่า กระดูกก็ปวดทุกข้อ จมูกก็หายใจไม่ออก อักเสพตลอด ร่างกายโทรมมากเหมือนผีออกจากหลุม โกรธหมอมากที่ไปกี่ครั้งก็บอกว่า ยาอย่างนี้ดี อย่างนั้นดี รักษาไม่หายก็ไม่บอก ไปกี๋ครั้งก็ได้แต่ให้ทานยาแอมปิเพนนิซิริน พาราเซตามอล คลอร์เฟนิลามีน น้ำเกลือ เอาเราเป็นหนูทดลองยา แต่ละยี่ฮ้อ ทุกอย่างของชีวิต พังทะลายหมด
Slide020
เข้าออกโรงพยาบาบเกือบทุก อาทิตย์ ทานยาเป็นอาหารหลักทุกๆสี่ชั่วโมง สายน้ำเกลือเป็นน้ำดื่ม โรงพยาบาลเป็นบ้านเช่า เป็นชีวิตที่สิ้นหวัง นอนรอท้าความตาย คิดแต่จะฆ่าตัวตายหนีโรคร้าย
ครั้งหนึ่งในชีวิตถึงกับฉีกใบสั่งยาวางต่อหน้าหมอเดินร้องไห้  ออกจากโรงพยาบาลคับแค้นอัดอั้นตั้นใจเป็นที่สุด   ชีวิตเราชอบเรียน เคมี ชีวะ ฟิซิกส์ อยากเป็นทหาร ฝันว่าสักวันเราจะได้เป็นนายพล จบสิ้นทุกอย่าง บวกกับการทานยาอย่างหนัก ส่งผลเป็นโรคกระเพาะกรดไหลย้อน ติดเชื้อง่าย ช่วงนี้ต้องดิ้น รนหาทาง ซื้อยาทานเอง ไปโรงพยาบาลต้องเสียเวลาเป็นวัน ค่ายาก็แพง ซื้อกินเอง  ซื้อยาพาราเซตามอล
ดีคอลเจน คลอร์เฟนิลามีน แอมปิเพนนิซิริน ครั้งละ100-500 เม็ด ส่วนมากก็เป็นยาชุด   บางครั้งทานยา
ครั้ง5-10เม็ด บางทีก็ครั้งละ10-20 เม็ดวันละเท่าไหร่ก็คูณเอา บางที่มันปวดมาก ยาเก่ายาใหม่เอามารวมกันให้หมดเป็นกำมือ กรอกปากลงไป ท้องร้อนไปไฟ มันก็ดีเหมือนกัน หายปวดไปหลายชั่วโมง ตอนหลังๆก็มักจะกินยารวมศาสตร์
ปี พ.ศ. 2527 ก็ศึกษาสมุนไพร ชาวบ้านบอกให้เอาเกษรบัวหลวงมามวนสูบกับสมุดข่อย ก็เอามาสูบอยู่นานเหมือนกัน ไม่ได้ผล แล้วก็มาหาหมอนครท่าพระจันทร์ ที่กรุงเทพ คุณหมอตรวจเช็คแล้วบกว่าหามทานเนื้อวัวปลาไหล เต่า ของคาวถ้าทานริดสีดวงจะกำเริบ ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ทานเนื้อวัว ปลาไหล เต่าอีกเลย จ่ายยามาให้ทานเยอะมาก ค่ายา 3,000 กว่าบาท ทานแล้วดีมากแต่มันแพงเกินกว่าที่จะมีเงินจ่าย ไปอยู่สองครั้งก็เลิก
ปี พ.ศ. 2529 จึงอธิฐานจิต   ขอบวช10ปีเพื่อศึกษาเรื่องจิต ปกติก็ชอบนั่งสมาธิตั้งแต่อายุ๑๕ พอบวชก็ศึกษาพระธรรมจนได้ เปรียญ ธรรม 3 ประโยค อภิธรรมบัณฑิตเอก ชอบศึกษาสมุนไพร เวลานั่งสมาธิก็ได้จิตนิ่ง  จิตว่างจิตสะอาด  จิตสงบมีสติ  แต่ไม่เห็นเวรกรรม   เวลาอยู่ในสมาธิ  จิตก็สงบดี พอออกจากสมาธิ ก็อยู่กับโรค ต้องทานยา ต้องเข้าออก โรงพยาบาลนับแล้ว ๑๔ โรงพยาบาล คลินิคหมอผีหมอพระไม่นับ   ท้อแท้หมดหวัง กับการทานยา กับการเข้าโรงพยาบาล

หลังจากปีพ.ศ.2535-2550 ส่วนใหญ่ ซื้อยามาฉีดเอง ให้น้ำเกลือเอง ถ้าไม่หนักจริงๆ จะไม่เข้าโรงพยา บาล ปี2535 ได้ออกมาปฏิบัติธรรม   ที่วัดพระธรรม กาย   วันมาฆะบูชา  กางกลดโคนไม้ ไข้ขึ้นหนักมาก ขี้มูกไหล  สั่งออกมาเป็นลอนๆ   เหมือนลอดช่อง  มีกลิ่นเหม็น โพรงจมูกจะโล่งแสบๆ    อาการปวดดีขึ้นมาก ก็เลยคิดว่าการปฏิบัติธรรมแบบธุดงค์ขจัดกิเลสน่าจะดีขึ้น มีพระชวนไปธุดงค์ กับหลวงพ่อพุทโธ   ก็สมัครไป ครั้งนั้นมีพระไป๔๐๐ กว่ารูป โยมอีก๑๐๐คน ครั้งนี้สุดๆพอเริ่มอธิษฐานจิตสมาทานธุดงค์ ก็เกิดปรา กฏการณ์แปลกมาก  ขี้มูกที่ไหลออกเหนียวยาวยืด  เป็นลอนๆเหมือนลอดช่อง มีกลิ่นเหม็นคาวรุนแรง  เป็นเดือน ผ้าเช็ดขี้มูกเปียกแฉะตลอด ไม่รู้ว่าขี้มูกมาจากไหน ในขณะที่เดินธุดงค์เลือดกำดาว ก็ไหลออกไม่หยุด ต้องเอากระดาษทิชชู้อุดจมูก หายใจทางปาก เดินต่อไป หัวก็ปวดไข้ก็ขึ้น ร่างกายก็แย่แต่ใจก็สู้     เป็นเวลา 1เดือน  คงเป็นการใช้หนี้กรรมกระมั่ง หลังจากนั้นก็ชอบธุดงค์ไปทุกปี ปฏิบัติธรรมไปในสถานที่ต่าง ๆหวังที่จะได้พบผู้วิเศษ สืบเสาะหาหมอดียาดี อยู่ในป่า ในเขาในถ้ำ บางครั้งก็เดินเป็นเดือน หวังจะได้พบหมอดีหมอเก่ง ก็สอบถามเล่าอาการให้โยมฟังไปเรื่อยๆใครบอกว่าหมอไหนดีก็แวะไปหา ก็ไม่ได้ผล บางครั้งก็เดินไปเรื่อยๆ ให้มันตาย ก็ไม่ตาย ทรมานมากพยายามปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานตามวิธีการต่างๆ ก็ได้แต่ จิตนิ่ง จิตว่าง จิตสะอาด สงบ มีสติรู้แจ้งไม่หลับ ตื่นเป็นเดือน โรคก็ยังไม่หายเหมือนกับว่ารักษาไม่ตรงเหตุ แต่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆพอมีแสงสว่าง มีความหวัง

ปีพ.ศ.2536 ได้เดินจงกรมสลับการนั่งสมาธิอย่างต่อเนื่อง เจ็บปวดเมือยแสนทรมาน ปวดร้าวเข้ากระดูก ยอมตายในสมาธิ เห็นไฟลุกท่วมในสมาธิ นั่งดูไปเรื่อยๆจนมอดไหม้ไฟดับลง พอคลายสมาธิ จิตใจสงบลง เย็นมากๆหายปวดเมื่อยไปหลายวัน และยังได้เห็นนิมิตที่เป็นโรคไซนัส และปวดหัว ที่เป็นไซนัสหนองเน่าในจมูก เพราะกรรมในอดีตชาติเมื่อพันกว่าปีเราเคยไปจูบสีกา ที่เราปวดหัวเพราะกรรมในปัจจุบันชาติเคยตีหัวหนูหลายพันตัว เคยเอามีดดาบฟันหัวปลาตอนเป็นเด็ก ที่เราอ้วกอาเจียนเป็นเลือดเลือดกำดาวไหลออกจมูก เพราะกรรมที่เราไปเบือยาหนู ที่เรามีน้ำมูลไหลย้อยเพราะกรรมที่เราจับสัตว์ให้จมน้ำตาย ที่เราตัวร้อนเป็นไฟก็เพราะกรรมที่เราชอบจุดไฟเผาไร่เผานา ที่เราปวดกระดูกก็เพราะกรรมที่เราเป็นหลวงจีนใช้กำลังภายในทำร้ายคน ที่เรามีพลังจิตก็เพราะเราเคยฝึกวิชชาลมปราณสมัยเป็นหลวงจีน พอรู้ความจริงทำให้สงสัยว่าผลกรรมในอดีตส่งผลมาในปัจจุบันได้อย่างไร จึงไปซื้อพระไตรปิฎก100เล่ม มานั่งอ่านเดินจงกรมอยู่ในถ้ำไก่หล่น ต.หนองพลับ อ.หัวหินอยู่3ปี แล้วก็มาเรียนพระอภิธรรมอีก๘ปี จนจบอภิธรรมบัณฑิตเอก ก็ยังไม่รู้แจ้งของผลกรรม ว่ามันให้ผลอย่างไร

ในช่วงปี35-36 ได้มีชาวบ้านบอกว่าที่วัดดอนสนวน จ.ชัยนาท รักษาโรคริดสีดวงจมูกได้ ก็ไปหาเลย เขาใช้ไม้ไผ่ยาวคืบกว่าปลายไม้พันด้วยสำลี เหมือนคอตตอนบัด ให้เรานั่งหลังพิงเสา ยกขวดน้ำยา ขวเล็กๆ สีเหลืองเท่านิ้วก้อย แล้วจุ่มลงไปยกขึ้นมาควันลอยขึ้นมา นี่มันน้ำกรดชัดๆ แล้วแหย่เข้าไปในรูจมูก คว้านทาในโพรงจมูกกึกๆ สุดแสนบรรยาย เลือดไหลออกมาสด พร้อมๆกับน้ำเหลืองหยดติ๋งๆๆๆ ไอ้ที่ปวดมาทั้งชีวิตยังไม่ได้เสียวของครั้งนี้เลย จมูกบวมหายใจไม่ออกทันตาเห็น หายใจทางปาก วันที่2-10 น้ำเหลืองหยดไหลเยิ้มตลอดเวลา เนื้อที่ถูกน้ำยาไหม้ยุ้ยหลุดออกมาเป็นแผ่นๆเลยหลังวันที่10ไปรู้สึกหายใจโล่งขึ้นมาก เอาไฟฉายส่องดูกับกระจกเห็นจมูกแดงเป็นรูเล็กๆ เข้าท่าดี ทุกๆ15วันก็ไปใส่ยา รวมแล้ว 15ครั้ง แต่ละครั้งก็เหมือนเอาระเบิดใส่รูจมูก สุดๆของความเจ็บปวด นี่แหละมั่งคำว่าใช้หนีกรรม

หลังจากนั้นดีขึ้นมากเลย แต่ก็ยังไม่หายจากการอักเสบของไซนัส แต่ไม่ถี่ บางทีก็เดือนสองเดือนครั้ง
ปี40 มีพระบอกว่าให้เอาบวบขมบดเป็นผงแล้วทำเป็นยานัตถ์ เป่าเข้าจมูก ก็ทำทันที พอเป่าเข้ารู้จมูกเท่านั้นแหละ เหมือนเอาระเบิดยัดเข้าปากเข้ารูจมูกทั้งลูก ทั้งจมูกทั้งปากพุพองแดงเป็นน้ำเหลือง เจ็บคอ คอเป็นแผล ทนเอายากหายจำไม่ได้ ว่าเป่ากี่ครั้ง ก็ดีขึ้นอีกมากแต่ใครอย่าไปทำตามเลย ถ้าใจไม่ถึงอย่าโดดลงนรก เรียกว่าโหดสุดๆ บ้าสุดๆ แต่ปัจจุบันใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นหยอดจมูกก่อนนอนง่ายมาก เอาไปลองทำตามดูได้ น้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันที่อิ่มตัวแล้วไม่มีออกซิเจน เชื้อโรคเข้ามาตาย โดยไม่ต้องฆ่า

ยังไม่จบนะครับซื้อสมุนไพรมาต้มทานเอง อ่านตำราไหนพอเข้าท่าก็ชื้อมาต้มทาน ใส่หม้อเบอร์30 ใส่ปีบต้ม เพียงได้กลิ่นยาก็เวียนหัวอยากร้องไห้ แต่ก็ต้องกิน กินกันเป็นเดือน ไม่หายก็เลิกไป ค้นหายาขนานไหม่ต่อไป ยังไม่จบยาลูกกลอนขนานไหนสรรพคุณดีซื้อมาบด ทำเป็นลูกกลอน ทานเป็นขนมเลย เดี๋ยวขอเล่าตอนอายุ15 หน่อย ตอนนั้นเขาบอกว่ามีหมอน้อยเทวดาอยู่ที่อยุธยา ก็ไปกับเขา ไปถึงตี5แต่ได้บัตรคิวที่250 กว่าๆ คนแยอะมากรถติดยาวเป็นกิโลเมตร กว่าจะได้พบคุณหมอเทวดา ก็บ่ายแล้ว ท่านเช็คแล้วก็ให้ทานยาน้ำ เป็นดีเกลือใส่ขวดแม่โขงมา6 ขวด พอใส่ปากมันเค็มมากๆเลย เค็มจนขม ทานเข้าไปแลัวก็ขยับก้นไม่ได้เลย ขยับเป็นถ่ายๆออกเป็นมูกๆ ถ่ายอย่างเดียว กินจนหมด ๖ ขวด แล้วก็เอามากินอีก แต่ก็ไม่ดีขึ้นมีแต่ถ่ายท้องแทบตาย

เดี๋ยวขอเล่าตอนไปโรงพยาบาลศิริราช เห็นผู้หญิงนุ่งสั้นแต่งตัวสวยมาก เข้ามาพบคุณหมอเดี๋ยวคนโน้นเข้า เดี๋ยวคนนี้ออก แซงคิวได้ตลอดก็ไม่รู้ว่าใคร พอมาตอนหลังถึงรู้ว่า เป็นดีเทล นำเสนอขายยา เราถึงมารู้ว่าออที่หมอเปลี่ยนยา  ขนานโน้นขนานนี้ก็เพราะพวกนี้เอง  เอาเราเป็นสัตว์ทดลองยา เอาความป่วยไข้เป็นการค้า น่ากลัวมาก ไปโรงพยาบาลก็จับบัตรคิว นั่งรอเจ้าหน้าที่เรียก พยาบาลซักถามประวัติ วัดความดัน วัดปรอด เสร็จนั่งรอคุณหมอ กว่าคุณหมอจะมาก็เกือบสี่โมง พอมาปุ๊บก็ตรวจคนไข้ อ้าปากไฟฉายส่อง แหกตา เขียนใบสั่งยา ไม่ถึงสองนาที ออกจากห้องคุณหมอ เอาใบสั่งยาไปที่ห้องจ่ายเงิน เอาใบเสร็จไปที่ห้องจ่ายยา ได้ยามาทาน๗วัน หมดยามาหาใหม่ ก็เป็นอยู่ย่างนี้ ถ้าเป็นหลายโรค ก็เดินไปหาหมอโน้น หมอนี้ ไปห้องโน้นห้องนี้ เสร็จกลับมาดูผลก็จ่ายยาเอาไปทาน ไม่มีอะไรแนะนำมีแต่ทานยา ฉีดยา ให้น้ำเกลือ นอนพักฟื้น ไข้ลดกลับบ้านได้ เราไม่รู้วิธีการดูแลสุขภาพอะไรเลย ไม่มีอะไรแนะนำป้องกันอะไรเลย พอแค่นี้ก่อนนะ ถ้าจะเล่าก็จะยาวเดี๋ยวจะไปกระทบคนอื่นเขาเอาไว้คุยส่วนตัวก็แล้วกัน

ปี พ.ศ.2550 เดือนมีนาคม ได้ฝึกสมาธิหมุนที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมพลาญข่อย อ.สิรินธร จ.อุบลชาชธานี ผลปรากฏว่า เกิดพลังหมุนอย่างรุนแรง เหวี่ยงแขนขาร่ายรำร้องไห้ขี้มูก ขี้ตาไหล อ้วกอาเจียนอย่างหนัก แปลกมากหลังจากออกสมาธิแล้ว อาการเจ็บป่วยดีขึ้นอย่างมาก จึงพยายามฝึกอย่างต่อเนื่อง   วันละ4-5 รอบ ผลปรากฏว่ าใช้เวลา 22 วันอาการที่ เจ็บป่วยทั้งหมด หายหมดเลย งงกับตัวเองมาก รักษามา30กว่าปี   ทำไม มาหายแบบง่ายๆ โดยที่ไม่ได้ทานยาสักเม็ดหนึ่ง

จึงมานั่งทบทวนว่าหายได้อย่างไร   จิตบอกว่า ความเจ็บป่วยทั้งหมดเกิดจากความผิดปกติ ของกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นประสาท และ ความเครียด จึงเปิดสอนสมาธิผ่อนคลายบำบัดโรค ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2550 เป็นต้นมา ได้จัดตั้งชมรมสมาธิเพื่อการผ่อนคลายช่วยกันรักษาคนที่เจ็บป่วยทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง จัดคอร์สอนเดือนละหลายครั้ง ผู้คนมากมาย ที่เข้ามารักษา แต่ตัวเองต้องระเหเร่ร่อน เป็นพระหมอพเนจร สอนคนหลายหมื่นคน ไปทั่วประเทศไม่ได้หยุดเลย นั่งหลับบนรถตู้ นอนศาลาวัด อาบน้ำในห้องส้วม อดบ้างอิ่มบ้าง บางวันอ่อนเพลียมากป่วยมีไข้ ก็ให้น้ำเกลือบำรุงร่างกาย เอาถุงน้ำเกลือแขนหน้าต่างบ้าง แขวนไว้ในรถบ้างหมดแล้วก็ออกทำงานต่อไม่เคยหยุด คนอื่นเขามองเราว่าแข็งแรงผิดมนุษย์มนา ไม่ใช่หลอก ที่จริงที่เราป่วยก็เพราะแพ้ผงชูรส รสดี ถ้าไม่โดนสิ่งนี้ก็ไม่เป็นไร

ปีพ.ศ.2556 มีคุณป้าใจดีให้ไปอยู่ที่รีสอร์ท อำเภอเขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ให้เปิดเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมอนุรักษ์มรดกไทย แต่มีข้อแม้ว่าไม่ได้ให้เลยแต่ต้องหาเงินมาคืนป้าภายในเวลา 3 ปี ก็เลยตกลงไม่ต้องเร่ร่อน มีที่ซุกหัวนอนพร้อมกับหนี้20ล้าน แค่ตัดสินใจมีที่อยู่ที่อาศัยเป็นของตัวเองก็มีหนี้20ล้าน ปรับพื้นที่ตอกเข็มสร้างพ่อปู่หมอชีวกโกมารภัจจ์ปรับพื้นที่ ปลูกสมุนไพร เริ่มมีคนไปรักษา เป็นจำนวนมาก ปัญหาก็มีมาก สุดแสนที่จะเหนื่อย ต้องเดินทางตลอด เรียกว่านั่งหลับบนรถทัวร์ รถตู้ นั่งเครื่องบิน ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ ไปมันทุกที่ที่มีคนต้องการเพื่อจะหาเงินมาใช้หนี้20ล้านให้ได้ อยู่ได้หนึ่งปีบ้านเมืองมีการชุมนุมประท้วง เสื้อเหลืองเสื้อแดง ก็ถูกคุณป้าเจ้าของที่ เอาหมายศาลมาไล่ออก หาว่าไม่ทำตามเงื่อนไขผิดสัญญา แต่ความเป็นจริงก็คือ เราไปตอกเส้นรักษาพวกเสื้อเหลืองด้วย คุณป้าท่านโกรธมาก ห้ามไม่ให้ไปตอกเส้น สรุปว่าอยู่ได้1ปีกับ4เดือนหมดเงินไปเกือบ 6 ล้านกว่าบาท กว่าจะหาเงินได้ 6 ล้านมันหนื่อยขนาดไหน คนมาวางศิลาฤกษ์เปิดศูนย์เป็นพันคน ออกรายการทีวีไปทั่วประเทศ พอมาเป็นแบบนี้งานเข้า อาตมานั่นเองกลายเป็นผู้หลอกลวงคนทั้งประเทศ งานเข้าหนี้๒๐ล้านพึ่งจะจ่ายไปได๒๐๐,๐๐๐บาท เขาไล่ออกก็โชคดีไม่ต้องใช้หนี้

หมายศาลให้ย้ายออกไปภายในวันที่30เมษา 2556 เป็นพระจะไปทะเลาะกับโยมมันก็บาป ก็เลยบอกว่าได้จ๊ะให้อยู่อาตมาก็อยู่ให้ไปอาตมาก็ไป อาตมาไม่มีสิทธิก็มันเป็นทรัพย์สินของโยม เราเกิดมาก็ไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ทำใจได้อยู่แล้ว และก็ไม่เคยคิดว่ามีอะไรเป็นของตัว ตอนนั้นรู้สึกกลัวคนมีศิลมีธรรม กลัวคนธรรมะธัมโมมาก ปากก็บอกว่าเป็นคนดีมีศีลมีธรรม แต่ใจคิดอะไรอยู่เราไม่รู้ หลุดออกมาเป็นไทย สบายใจ แต่สงสารลูกศิษย์ เสียศูนย์ไปเลยก็เยอะ บางคนก็เป็นโรคประสาทไปเลย ก็คิดเสียว่าใช้หนี้กรรมก็แล้วกัน คิดสู้กับชีวิตใหม่เราจะไม่ยอมแพ้ มีเงินอยู่50,000 กว่าบาทตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกที

วันที่ 2 เมษายน ปีพ.ศ.2557 ได้ซื่อที่20ไร่5ล้านบาทผ่อนชำระ5ปี ซื้อเป็นเจ้าของเอง ใครบอกให้ก็ไม่เอา กลัวใจเขาเปลี่ยนไป สร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมอนุรักษ์มรดกไทย ที่อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ได้สร้างองค์ พ่อปู่หมอชีวกโกมารภัจจ์หน้าตักกว้าง๑๐เมตรสูง๑๗เมตรเป็นหินทรายทั้งองค์ สร้างอาคาร ปฏิบัติธรรมกว้าง16เมตร ยาว60เมตร ปลูกสวนสมุนไพร คาดว่าต้องใช้เงินประมาณ50ล้านบาท งานเข้าเลยคราวนี้ ไม่มีอะไรเลยเป็นศูนย์ ต้องก่อสร้างใหม่หมด หาเงินมาจ่ายให้ช่าง ก็ไว้ใจกันเขายากสร้างบุญ สร้างบารมี ได้เท่าไหร้ก็จ่ายให้ไป ตกลงกันว่าเรามีเราก็สร้าง ไม่มีก็หยุด อย่าไปดิ้นรนมันจะเป็นทุกข์ ช่างก็ทำไปงานก็ไม่เดินเงินก็หมด มีแต่บอกว่าหลวงพ่อเงินหมด ก็โอนให้ไป สร้างอยู่ ๑ปี กับ๕เดือน จ่ายไป๑๒ล้าน พอตรวจบัญชีว่าใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ๓เดือนทำบัญชีไม่เสร็จ พอเสร็จเอามายื่นให้บอกว่าหลวงพ่อเป็นหนี้เขา ๑ ล้าน ๒ แสน งานเข้าอีกแล้วอยู่ดีๆกูเป็นหนี้ แปลกดี นี่แหละตะลุยเข้าดงกิเลส ก็ต้องเจ็บต้องช้ำ ถ้าไม่แน่จริงเสียคนไปเลย

ออกบูทไปตามงานก็ถูกพวกออแกนไนส์จัดงาน มาชวนให้ไปออกบูท รับเงินไปแล้วเลื่อนงาน เงินต้นก็ไม่คืน งานก็ไม่ได้ออก หรือบางที่เอาเงินไปบอกว่าทำเลดีพอไปออกงานเอาเราไปฆ่า ให้พื้นที่นอกงาน ไม่มีคนเดินผ่านเลย เสียเงินฟรี ขาดทุนกว่าจะรู้เลห์กลของโลก ก็บอบช้ำเพราะความใจดี จึงได้ธรรมะมาว่า โลกนี้คนดีคนมีศีลมีธรรมคือเหยื่อ ของคนมีกิเลส  บางก็มานำเสนอจะจัดงานให้หลวงพ่ออย่างนั้นอย่างนี้ ขอรับค่าดำเนินงานก็ เราก็ให้ไป เอาอีกแล้วกูถูกหลอก  จึงได้ธรรมะอีกว่าถ้าไม่เสียรู้ ไม่ถูกเอารัดเอาปรียบ ก็ยังไม่ฉลาด เราเขามาในดงของคนกิเลสมันสนุกดี ทำใจไม่ได้ก็บ้าเสียผู้เสียคนไปเลย มีเรื่องอีกเยอะแยะไม่ยากเล่าให้ฟัง

ปี พ.ศ. 2558 ได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิโพธิรังสี ตอกเส้น ๒๖๐๐ ปี และ ได้เปิดสาขา เพิ่มอีกหลาย สาขา เช่น ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครบางเขน ที่ค่ายทหารสุรนารี ที่ปากเกร็ด นนทบุรี ได้เปิดอบรม หลักสูตรเทคนิครวมศาสตร์ภูมิปัญญาโรคทางการแพทย์ทุกเดือน และ ยังได้อบรมตามโรงพยาบาล อบต. อบจ. วัด โรงเรียน มหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง จัดอบรมทั้งปี ได้อบรม ได้สอน ได้รักษา คนที่เจ็บป่วยเกินกว่า ๕๐๐,๐๐๐คน รวมเวลา๒ปีกว่าๆก็จ่ายค่าที่ดิน5ล้านบาทหมด และได้ทำการก่อสร้างพ่อปู่และอาคารปฏิบัติธรรมน่าจะเสร็จภายในปี2560

                  ศูนย์ปฏิบัติธรรมอนุรักษ์มรดกไทย มีวัตถุประสงค์
๑ เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ดูแลญาติผู้ป่วย ดูแลคนที่เรารัก และดูแลตัวเองอย่างยั่งยืน
๒ เพื่อเป็นศูนย์หล่อหลอม รวมความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาธร การแบ่งปันของคนในชาติ
๓ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนคนที่มีความรู้ความสามารถ แต่ด้อยโอกาสทางการศึกษา ให้มีอาชีพที่สุจริต
ไม่ผิดศิลธรรม
๔ เพื่อเป็นศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตให้พออยู่ พอเพียง พอกิน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
๕ เพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาหมอพื้นบ้าน การตอกเส้น นวดจัดกระดูก การใช้สมุนไพร
การใช้พลังจิตบำบัด ลดค่าใช้จ่าย ให้กับครอบครัว ให้กับชาติบ้านเมือง
๖ เพื่อพัฒนาคนในครอบครัวให้เป็นหมอ จะได้ดูแลครอบครัวตัวเองได้ และเอื้ออาธรต่อชุมชน
ที่ตนอาศัย จะได้เป็นชุมชนพึ่งพาตัวเองได้
๗ เพื่อให้หาย ประหยัด ปลอดภัยใช้เวลาสั้น ไม่มีผลแทรกซ้อน ลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย และ
ประหยัดค่าใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดิน

          ปัจจุบันทางศูนย์ปฏิบัติธรรมอนุรักษ์มรดกไทยได้เปิดทำการรักษาแบบผ่อนคลาย ๒ กลุ่ม
กลุ่มที่๑ คือโรคปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดเอว ปวดข้อ ปวดเข่า หมอนรองกระดูกเสื่อม กระดูกคด กระดูกเคลื่อน ไหล่ติด นิ้วล็อก มือชา เท้าชา ไมเกรน หรือเคยประสบอุบัติเหตุมาก่อน หายได้หรือดี ขึ้นภายในเวลา๑๐-๑๕นาที ด้วยการตอกเส้น นวดจัดกระดูกโบราณ๒๖๐๐ปี เดือนละกว่า๕,๐๐๐คน
กลุ่มที่๒ กลุ่มคนที่เป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน ธารัสซีเมีย ภูมิแพ้ ไทรอยเป็นพิษ โรคที่รักษาไม่หาย ให้กับ คนดี คนมีศิล มีศิล มีธรรม ด้วยการทำสมาธิผ่อนคลายบำบัดโรค ให้บรรเทาเบาคลายโดยไม่ต้องใช้ยา ได้ทำการ มีผู้เข้ารับการบำบัดก็หลายร้อยคน

ในขณะที่มุ่งมั่นทำความดีถวายเป็นพุทธบูชา ถวายเป็นพระราชกุศล ก็ประสบปัญหาหลายอย่าง
๑ ได้สัมภาษได้สอบถามคนป่วย พบว่าป่วยกันมายาวนาน 5-10 ปี เป็นส่วนใหญ่เหมือนเราเลย ทำให้เรามองออกว่า ที่คนป่วยล้นโรงพยาบาล สาเหตุมาจากหมอรักษาไม่หาย ผูกขาดวิธีการรักษา ตามวิชาการที่เรียนมา หรือรักษาโรคไว้เพื่อทำการค้า ทำกำไร ปฎิเสธแพทย์ทางเลือก เป็นการผูกขาดการค้าบนความทุกข์ยากของคนที่เจ็บป่วย
๒ หมอพื้นบ้าน หมอโบราณถ่ายทอดความรู้แต่บรรพบุรุษมาหลายพันปี ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ แต่รักษาคนหายป่วยภายใน 3วัน7วัน ก็มีมาก แต่ผิดกฎหมาย ถูกเจ้าหน้าที่ไล่จับ หมอพื้นบ้านรักษาหายได้เร็วประหยัดกลับไม่มีการส่งเสริม หรือจะส่งเสริมแต่ก็ไม่มีความจริงใจ มีแต่ออกกฎหมายมาบีบบังคับให้ทำไม่ได้ แล้วก็ไล่จับให้ศูนย์พันธุ์ไป จะได้ผูกขาดค้าขายยาสบายใจ ไม่มีใครมาสัมประทานแข็งขัน
๓ เป็นเรื่องแปลกจากการสอบถามคนที่หายป่วยแบบประหยัดปลอดภัยกลับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านกันเอง ยาต้มยาหม้อ บีบนวด ตอกเส้น หมอปริญญาส่วนมากรักษาผู้ป่วยไม่หาย หรือจะหายก็แพงมหาโหดเอากันแบบ สิ้นเนื้อประดาตัวขายไร่ขายนา ขายบ้านกันเลย
๔ ให้หมอพื้นบ้านไปสอบ ให้มีใบประกอบโรคศิลป์ ที่เรียนก็ไม่ได้ใช้ ที่ใช้ก็ไม่สอน หมอปริญญาเป็นผู้ออกข้อสอบ ชาวบ้านมีความรู้อะไร เขียนข้อสอบ๑หน้า๑ชั่วโมง ก็เขียนไม่เสร็จ ทำไม่ไม่สอบความรู้ความสามารถที่เขามีอยู่
๕ หมอพื้นบ้านกระทรวงให้ออกใบประกอบโรคศิลป์ แต่มีระเบียบข้อห้ามมากมาย หนึ่งในนั้นต้องเป็นหมอในพื้นที่อย่างน้อย๒๐ปีแต่ในระหว่าง๒๐ปีทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรก็ถูกจับหาว่า ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ ก็เท่ากับว่าต้องหนีให้ได้๒๐ปี ถึงจะมาขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้าน เป็นที่ยอมรับได้
๖ ไปขอคำแนะนำทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฏหมายก็โยนกันไปโยนกันมา มีแต่ทำให้มันยาก แทนที่ว่าราชการ มีหน้าที่ส่งเสริมประชาชนกับเป็นว่าราชการมีหน้าที่ถ่วงความเจริญ ของประชาชน ไม่ช่วยก็ไม่ว่า แต่กลับมาซ้ำเติม ไปที่ไหนก็โอดครวญกันมา ความขัดแย้ง เต็มไปหมดสลดใจมาก คนป่วยก็รอเทวดามาโปรด บางทีก็รอจนตาย
๗ โยมที่อยู่ต่างประเทศจะเชิญไปสอนไปอบรม แต่ก็ขาดใบรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข คนต่างชาติจะเข้ามารักษา เขาขอดูการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข เราไม่มี จะทำให้ถูกต้องก็แสนยาก ไม่มีใครสนับสนุน
๘ การที่จะออกหน่วยไปช่วยเหลื่อผู้ที่เจ็บป่วยต่างจังหวัด ขอความร่วมมือกับหน่วยงานราชการ ก็ไม่ได้ ใช้สือประชาสัมพันธ์ทางราชการก็ไม่ได้ ติดกฎระเบียบ ผิดกฏหมาย ไม่มีใครรับรอง คนไทยป่วย คนไทยจะช่วยกันเองยังไม่ได้ ต้องรอเจ้าหน้าที่มาช่วยเท่านั้นที่จะทำได้
๙ อาตมาได้พบปะคนมากมาย ทำให้รู้ว่าคนที่มีความรู้ความสามารถมากมายแต่ด้อยโอกาศทางการศึกษา ไม่มีใบกระดาษรับรอง ทำให้คนเหล่านี้ขาดโอกาสที่จะช่วยเหลือชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง
๑๐ ทุกอย่างที่อาตมาได้คิดค้นขึ้นมาเป็นประโยชน์ต่อคนในชาติ ต่อคนทั้งโลก รักษาคนมาหลายแสน แต่ผิดกฏหมาย ไม่มีกฏหมายรองรับ ไม่มีใครช่วยรับรองผลงาน
ฉะนั้นทำความดีมาเป็นหมื่นเป็นแสนถ้ามีคนร้องเรียนมาหรือกลั่นแกล้งที่ทำมาทั้งหมด ผลคือคุกตะรางเป็นที่รองรับ เหมือนดั่งพระที่ทำงานด้านนี้ต้องถูก จับสึกติดคุกไปหลายสิบองค์ บางรูปก็ต้องเลิก ต้องหนีไป หมอพื้นบ้านก็ถูกสาธารณสุข รบกวน ถูกฟ้อง ถูกจับภูมิปัญญาชาวบ้านประกอบอาชีพทำมาหากินไม่ได้ ส่วนใหญ่ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ หมอโรงพยาบาลมีใบประกอบโรคศิลป์รักษาไม่หาย รักษายืดยื้อเรื้อรัง รักษากันเป็นเดือน เป็นปี บางทีรักษาจนตาย ตายไปแล้วยังไม่มีเงินจ่ายค่าหมอ ศพออกโรงพยาบาลไม่ได้ ค่าใช้จ่ายแพงมากแต่ถูกต้องตามกฏหมาย แล้วหมอพื้นบ้านที่รักษาหายแต่ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ จะทำอย่างไรให้เขา เหล่านั้น ได้มีโอกาศช่วยเหลือเกื้อกูลคนในชาติ คนดีท้อแท้ในการทำความดี ทำดียุ่งยากมาก เป็นโจรเป็นโขมยเสียดีกว่า อยากจะพูดว่าทำถูกกฏหมายมันยาก ทำผิดกฏหมายง่ายเหลื่อเกิน เมื่อมันเป็นแบบนี้คนจึงล้นคุก คุกไม่มีที่จะอยู่แล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันทำไม่รัฐจึงไม่ส่งเสริมให้คน ทำให้ถูกต้องตามกฏหมาย ทำไมต้องออกกฏหมายให้มันผิด แล้วก็ไปตามจับ ปรับติดคุก แทนที่คนไหนมีความรู้ความสามารถ แต่มันไม่ถูกต้องเรียกเอามาหาวิธีการส่งเสริมให้ถูกต้องตามหลักการ กฏเกณฑ์ ตามความเป็นจริงเสีย คนในสังคมก็จะสงบสุขลดความเลื่อมล้ำ ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุข
อาตมาก็เห็นปัญหาเหล่านี้รู้สึกสลดใจ หมอพื้นบ้านแพทย์แผนไทยต้องระเหร่ร่อนไปทำมาหากินในต่างประเทศ4-5 หมื่นคน ที่อยู่ในเมืองไทยก็ได้ค่าบำบัด 150บาท แบ่งครึ่งเจ้าของร้าน แบ่งครึ่งกับโรงพยาบาล ก็ได้ 60-70 บาท ไม่พออยู่พอกิน ถ้านวดเขาหายในครั้งเดียว ก็ตกงานไม่มีลูกค้า แถมถูกเจ้านายไล่ออกอีก
อาตมาจึงต้องมาตั้งมูลนิธิขึ้น สร้างโรงเรียนการแพทย์พื้นบ้านขึ้น เพื่อรวบรวมภูมิปัญญาพื้นบ้านใว้ และจะได้ปรับปรุงให้ถูกต้องตามหลักสากล ถูกต้องตามกฏหมาย ก็เป็นงานที่หนักมาก เพราะคนไทยเก่งคนเดียวหวงความรู้ ไม่ยอมสอนหมด ปวดหัวปัญหามากมาย อยู่เมืองไทยทำดี ยากจน ติดคุกง่าย เรื่องเหล่านี้ค่อยมีโอกาสจะเล่าให้ฟัง เอาแค่นี้ก่อนนะ

                ๓๐ พรรษาที่ต้องต่อสู่กับโรคร้ายและการสร้างบารมี
ปี๒๙ พรรษา๑ วัดเกษมสุริยัมนาจ ต.บางเลนอ.บางเลน จ.นครปฐม
ปี๓๐-๓๓พรรษา๒-๕ วัดโพธิงาม ต.สรรพยา จ.ชัยนาท ไปเรียนบาลีได้ปธ.๓
ปี๓๔-๓๖พรรษา๖-๘ วัดท่าจันวิปัสสนา ต.พันลาน อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค ไปเรียนกัมมัฏฐาน
ปี๓๗พรรษา๙ วัดดอยเกิง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ไปเรียนสมาธิหมุนกับพระอาจารย์รัตน์
ปี๓๘-๓๙พรรษา๑๐-๑๑ ที่พลาญข่อย อ.สิรินทร จ.อุบลราชธานี ไปสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมกับพ่อครูบัญชา ตั้งวงษ์ชัย
ปี๔๐พรรษา๑๒ วัดท่าเสด็จ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
ปี๔๑พรรษา ๑๓ วัดเขาพระ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี
ปี๔๒-๔๕พรรษา ๑๔-๑๖ ถ้ำไก่หล่น ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ่านพระไตรป
ปี๔๖-๕๓พรรษา๑๗-๒๕ วัดเขาพุทธโคดม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ไปเรียนพระอภิธรรม
ปี๕๔_๕๕พรรษา ๒๖-๒๗ วัดศรีวนาราม อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
ปี๕๖พรรษา๒๘ ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมอนุรักษ์มรดกไทย อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี
ปี๕๗-๕๙พรรษาที่๒๙-๓๐ ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมอนุรักษ์มรดกไทย อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี

นี่แหละชีวิตอาตมาต้องระเหเร่ร่อนตามหาหมอรักษาโรคเพื่อจะรักษาตัวเองให้หาย หายแล้วคิดว่าจะได้ปฏิบัติธรรมอย่างมีความสุข ต้องมากลายเป็นพระหมอพเนจรทั้งที่ไม่เคยคิดยากจะเป็น ที่จะซุกหัวนอนก็ไม่มี อยู่ที่ไหนเขาก็ไล่ ย้ายไปย้ายมา ใครๆก็บอกว่าท่านได้บุญมาก นี่หรือคนมีบุญที่ต้องทำอะไรเพื่อผู้อื่นอย่างเดียว กับตัวเองต้องสมถนอนดึกกินน้อยนอนน้อย ชีวิตยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร จะติดคุกเพราะทำดีเกินหน้า ทำดีเกินหน้าที ทำดีที่ไม่มีกฏหมายรองรับ หรือจะได้รับรางวัลโนเบลก็ไม่รู้
                                           สีไพร ภิกขุ

ไม่มีความคิดเห็น

ทิ้งคำตอบไว้