ชีวะประวัติพระมหาสีไพร

  •                    ชีวประวัติพระมหาสีไพร อาภาธโร

    • อภิธรรมบัณฑิตเอก  นักธรรมเอก
    •  พระอาจารย์สอนวิปัสสนากัมมัฏฐานพระอาจารย์3พระอาจารย์9
    • วิทยากรพิเศษผู้ชำนาญการ สมาคมแพทย์แผนไทย
    • เปรียญธรรม ๓ประโยค
      *****ผลงานหนังสือ “สมาธิเพื่อ   การผ่อนคลาย รักษาสุขภาพกายและจิตโดยองค์รวม”
      DVD ชุดสมาธิเพื่อการผ่อนคลาย ชุดผ้าขาวม้าทองคำ ชุดตอกเส้นชุดโยคะเอ็กซเรย์
      ตำราตอกเส้น ๒๖๐๐ปี

                    จากคนขี้โรคหมอหมดปัญญาไม่มีทางรักษา แต่ก็รักษาตัวเองจนหายทุกโรค
    อาตมาเกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2509 ที่อ.บางเลน จ.นครปฐม เจ็บป่วยตั้งแต่เด็ก อายุ 3 ขวบก็ต้องอยู่กับหมออยูกับยา โดนกวาดยาในลำคอ โดยหมอชาวบ้านชื่อ สำเภาเขาเอายาอะไรก็ไม่รู้ตำใส่ครก แล้วใช้นิ้วป้ายยา ล้วงคว้านลงไปในลำคอ ลึกมาก สำลักตาเหลือก แสบเผ็ดหน้ากลัวมาก เกลียดที่สุดก็หมอคนนี้ แค่เห็นหน้า หรือได้ยินเสียงก็วิ่งหนี้แล้ว เด็กพอเห็นหมอคนนี้ก็ร้องจ๊ากแล้ว สามวันดีสี่วันไข้  หมอคนที่สองเป็นผู้ใหญ่บ้าน สะพายกระเป๋าเครื่องมือฉีดยา มาฉีดยาให้เป็นประจำ ถ้าเป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหลย้อยก็ต้องฉีดยา หมอชาวบ้านสมัยก่อนเขาเก่งจริงๆ  ฉีดยาเข็มเดียวหายเลย หมอสมัยนี้รักษาไม่หาย รักษาเป็นเดือน เป็นปี จนคนป่วยล้นโรงพยาบาล อายุ๕ขวบก็ต้องมาเป็นเด็กวัดที่วัดไผ่คอกวัว เป็นวัดในหมู่บ้าน เป็นเด็กวัดที่มีอายุน้อยที่สุด เป็นหมอนวดให้หลวงตา หลวงพ่อ ได้เงินครั้งละ 1 สลึ่งบ้าง 50 สตางค์ อาศัยข่าวก้นบาตรเลี้ยงชีวิต  เป็นเด็กที่มีความจำดี อายุ 6 ขวบก็เข้า โรงเรียนบ้านไผ่คอกวัว   เป็นเด็กพุงโลก้นปอด เดี๋ยวก็ป่วย ปวดหัว เป็นไข้หวัดบ่อย ไอจาม มีน้ำมูกไหลย้อย เแพ้อาหาร ทานเนื้อวัว  ปลาไหล เต่า ตะพาพไม่ได้ อากาศเปลี่ยนแปลง เป็นต้องป่วยทันที ยิ่งหน้าหนาวยิ่งเป็นหนัก ปวดหัวขี้มูกไหลย้อย ตลอดเวลา สั่งขี้มูก พรื้ดๆเลือดกำเดา ไหลออกจมูก เป็นประจำ ต้องทานยาชุด ยาแก้แพ้ ยาแก้อักเสบ   ยาแก้ปวดตลอด เป็นโรคประจำตัวมาแต่เกิด ติดเชื้อง่ายมาก ตอนอยู่โรงเรียนประถม เป็นเด็กขยันรู้จักเก็บออมพึ่งพาตัวเอง ก็เก็บฝรั่ง มะขามเทศ มะขวิด ไปขายให้เพื่อน ที่โรงเรียนก็มีเงินค่าขนม อยู่วัดก็นวดพระบ้าง ถางหญ้าบ้าง เศษข้าวที่เหลือก็เอาไปขายให้คนเลี้ยงหมู ก็มีเงินเหลือเก็บ ไม่เคยขอสตางค์พ่อแม่ใช้ มีแต่พ่อแม่มาขอยืมใช้

    1      อายุ ๑๒ ปีก็ถูกหมาตัวใหญ่กัด ที่โคนขาข้างซ้าย เนื้อหลุดเป็นปั้นๆ เส้นเอ็นเส้นเลือดใหญ่ขาด เดินไม่ได้อีกเดือนหนึ่ง  หลังจากนั้นขาข้างซ้ายเหมือนจะพิการ เสียวโคนขาตรงหมากัด ปวดขา ปวดเข่า น่องตึง แตะถูกตรงรอยแผลหมากัด ก็จะเหมือนเหมือนไฟซ็อต  เจ็บปวดทรมานเรื่องหมากัดมา 30 กว่าปี เป็นคนที่กลัวหมามาก แค่ได้ยินก็ขนหัวลุก ตอนนั้นอยู่ป.6 หลังจากเดินได้ก็ไปโรงเรียน คูรสอนภาษาอังกฤษลาป่วย๑เดือน มาโรงเรียนวันเดียวกัน ครูสั่งให้นักเรียนไปท่องวันเดือนปีเป็นภาษาอังกฤษมา คนอื่นท่องได้หมดยกเว้นเราท่องไม่ได้เลยสักตัวเดียว ครูว่าเราเสียๆหายๆไม่ถามสักคำ ทำให้เราเกลียดครูภาษาอังกฤษ แล้วก็ตกวิชาภาษาอังกฤษมาตลอด ไม่เคยสอบผ่านเลย ตอนเป็นเด็กถูกแตน ตะขาบ แมลงป่อง ผึ้ง ต่อหัวเสือ ต่อหลุม สัตว์มีพิษ  กัดต่อยนับไม่ถ้วน คนอื่นเดินไปข้างหน้าไม่ต่อย มาต่อยเราเดินข้างหลัง  ไปกับเป็นสิบคนไม่มีใครด่อนแตยต่อย แต่มาต่อยเรา ไม่รู้เวรกรรมอะไรกัน หนักสุดก็โดนต่อต่อยยกรัง ครั้งเดียว 12ตัว เคยโดนต่อหัวเสือต่อย ที่สุดของความปวด จนเป็นเหตุให้ผมหงอกก่อนวัย มาจนทุกวันนี้ นี่เป็นเหตุผลผมหงอก

                    หลังจากอายุ๑๓ปีก็เข้าโรงเรียนบางเลนวิทยา คู่กับเข้าออกโรงพยาบาล

    Screen Shot 2559-07-11 at 10.32.473

    4

    Untitled

    เคยเป็นไทฟอยขึ้นสมองต้องนอนรักษา  ที่โรงพยาบาลคริสเตียน เลือดกำดาวไหลออกเป็นกระโถน ไหลออกทั้งคืน ไหลไม่หยุด ต้องเอากระเป๋าน้ำแข็ง  โป๊ะหัวตลอดเวลา  พีสาวและแม่ร้องไห้ นึกว่าตาย   อยู่โรงพยาบาล10 กว่าวัน ก็ออกจากโรงพยาบาล ป่วยครั้งนี้สาหัสมาก ที่บ้านยากจน กลางคืนออกหากบ หาปลามาขาย ได้คืนละ50-100บาท ก็เก็บเงิน เอาไว้ไปโรงเรียน ไปโรงพยาบาล กว่าจะได้นอนก็ตีสาม ตีสี่  กลับมานอนได้ชั่วโมงกว่าก็ไปโรงเรียน ไปนั่งหลับที่โรงเรียน ชีวิตก็เป็นแบบนี้ตลอด นอนน้อยทำงานหนัก ทำให้เลือดจาง ยากหายจึงไปหาหมอตลอด ไปตามหมอนัด กินยาตามหมอสั่ง รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย ( นี่เป็นความคิดผิดครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต ที่ไปคิดว่ายาเท่านั้นที่รักษาโรค ) ตอนเรียนหนังสือ ชอบเรียนฟิสิกส์  เคมี ชีวะ ชอบอ่านหนังสือใกล้หมอ เป็นคนที่เกลียดวัด เกลียดศาสนาเพราะถูกพระตี แบบไม่มีเหตุผล  พระพูดย่างทำย่าง คำพูดกับการกระทำ ไม่ตรงกัน เป็นคนไม่เคยกลัวผี เพราะไม่เคยเห็นผี  และไม่เชื่อว่าผีมีจริง ไม่เชื่อ เวรกรรมมีจริง ไม่เชื่อว่าบาปบุญมีจริง ก็เห็นจะๆว่าตายแล้วก็เผา ไม่เห็นมีวิญญาณ เป็นคนอวดรู้อวดฉลาด  (นี่เป็นเหตุผลของคนหัวดื้อ) 

          อายุ 14 ปี อาการปวดหัวเป็นหนักมาก คุณหมอบอกว่าเป็นโรคไซนัส หรือ รีดสีดวงจมูก วันจันทร์ไปโรงพยาบาลตามหมอนัด อังคาร-ศุกร์ไปโรงเรียน มาสายขาดเรียนบ่อย เป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก จะเอาหนัง สือ นวนิยายมาอ่านเป็นประจำ ตอนเรียนหนังสือก็เป็นบรรณารักษ์ห้องสมุทร  ได้อ่านหนังสือ  การทำสมาธิของหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ เล่มเล็กๆสอนให้ทำสมาธิ   โดยใช้พระพุทธรูปตั้งไว้ในท้อง  แล้วเคลื่อนย้ายไปตามจุดต่างๆของร่างกาย เราทำได้เห็นองค์พระสว่างโล่ง เข้าไปนั่งในองค์พระก็ได้ เอาองค์พระครอบตัวเราก็ได้ พอได้สมาธิความเจ็บปวดก็หายไป ได้วิธีการลดความเจ็บปวดให้กับร่างกาย ยามไข้ขึ้นบางวันต้องทานยาเป็นกำมือ 30-40 เม็ดทานยาเป็นอาหาร ทานตามหมอสั่งทุกๆ 4 ชั่วโมง เพราะยากหาย จึงทำตามหมอ นี่เป็นความผิดครั้งร้ายแรงอีก(เราแน่ใจหรือว่าหมอรู้จริง) หมอสามคน ยังวินิจฉัยไม่เหมือนกัน หมอแต่ละโรงพยาบาลก็วินิจฉัยต่างกัน เรามีเคสความผิดพลาดหลายราย ฉะนั้นอย่าให้หมอตั้งข้อหาคุณ จงเรียนรู้จักตัวเองให้มากที่สุดแล้วเราได้ไม่เสียใจในภายหลัง จงสังเกตุดีๆยิ่งทานยาโรคยิ่งเพิ่มขึ้น(จงทานยาให้น้อยที่สุด เท่าที่จำเป็น)
    5

       อายุ 15 เป็นโรคบิดมีตัวลงกระเพาะถ่ายเป็นมูกเลือด ต้องนอนให้น้ำเกลืออยู่โรงพยาบาลขวดแล้วขวดเล่า ทั้งวันทั้งคืนมองดูน้ำเกลือหยดติ๋งๆๆๆ เข็มน้ำเกลือเสียบคาไว้เลย อาหารทานไม่ได้เลย เกือบเดือน ปวดท้องถ่ายอย่างเดียว ขี้จนหมดไส้ หมดพุง จนเป็นเมือกๆ  เท่าเม็ดน้อยหน่า  คุณแม่หลังจากเลิกงานจากท้องนาจะเดินตามถนนมืดๆ ๖ กิโลเมตร มานอนฝ้าไข้ทุกวัน เช้าก็จะเดินกลับบ้าน คุณแม่รักลูกมาก สมัยเมื่อ ๓๐ ปีไม่มีรถ ไม่มีไฟฟ้า  วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล ได้ทานขนามตาลชิ้นแรก เป็นอาหารที่อร่อยที่สุด มีรสชาติดีที่สุดในชีวิต ตอนนี้ชักเริ่มสงสัยว่าเวรกรรมมีจริงไหม จึงนั่งสมาธิมากขึ้น แต่ตอนนั่งใหม่ๆ นั่งไปก็เหมือนตกนรกทั้งเป็นมีแต่ความเจ็บปวด ปวดร้าวไปทั้งตัว เข่าลอยขัดสมาดไม่ได้ พยายามกดเข่า ดัดเข่าตัวเองจนพอนั่งได้ พอจิตสงบ ลมหายใจเบาลงได้ยินเสียงลั่นดังแปะๆๆที่โพรงจมูก เหมือนมันคลายตัว หดตัวลง พอจิตสงบดิ่งลงไป ความเจ็บป่วยก็หายไป มีแสงสว่างนวลๆ คล้ายแสงนีออน มีความสุขอยู่ในสมาธิ พอออกจากสมาธิก็เจ็บปวดอีก เพราะความเจ็บปวดทรมานก็เลยถูกบังคับ ให้ทำสมาธิทุกวัน วันไหนไม่ได้ทำก็ปวดร้าวไปทั้งหัว แทบจะเอาขวานจามหัว หรือเอาปืนระเบิดสมองไปเลย เราทำสมาธิเพราะยากหายจากโรคร้าย หลังจากนั้นได้บวชเณรภาคฤดูร้อน๑เดือน นั่งสมาธิเกือบทุกคืน จนทำให้จิตสงบได้เร็วมาก เพียงแค่กำหนดจิต จิตก็จะดิ่งเข้าภวังค์เลย ในช่วงนี้นั่งสมาธิเพราะยากรู้ว่าตายแล้วเกิดจริงหรือเปล่า เวรกรรมมีจริงไหม (ยามมีทุกข์ที่แก้ไขไม่ได้ ก็นึกถึงธรรม)

        อายุ 16 ป่วยหนักเข้ารักษาโรงพยาบาลบางเลน โรงพยาบาลสนามบินกำแพงแสน โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลคริสเตียนนครปฐม กินยาทานยา ฉีดยา ทานยาเป็นอาหาร สายน้ำเกลือเป็นน้ำดื่ม ขาดโรงเรียนบ่อยมาก ไปโรงเรียนก็สาย คุณครูท่านเรียกตัวไปพบว่าทำไมมาโรงเรียนสาย ก็เลยให้ครูเอาหูมาใกล้ๆ แลัวก็ส่ายหัวไปมา ในหัวจะมีเสียงดังขลุกขลักๆกลิ้งอยู่ในหัว  เหมือนเราเขย่ามะพร้าวแก่   จะมีเสียงดัง
    จ็อกแจ๊ก แล้วก็เอามือป้ายน้ำมูกที่ปนมากับน้ำหนอง ให้คุณครูดม คุณครูก็บอกว่าเหม็น นี่แหละครับที่มาโรงเรียนสาย เพราะต้องไปโรงพยาบาลก่อน คุณครูจึงให้สิทธิพิเศษมาโรงเรียนเวลาไหนก็ได้ เรียนก็ไม่ทันเขา ประกอบกับหัวเน่าด้วย เรียนไปก็ไม่ไหวจึงลาออกจากโรงเรียน แต่ครูไม่ให้ออก ให้ด็อปเอาไว้๑ปี

    อายุ17อยู่ม.๔ จมูกมีกลิ่นเหม็น หัวเน่าหนองไหลออกจมูกปวดอย่างรุนแรง คุณหมอปกป้องอยู่โรงพยาบาลสนามบินกำแพงแสน ให้เอ็กซเรย์สมอง ดูภายในโพรงจมูก ผลปรากฏว่ามีหนองเน่าข้างใน ทางโรงพยาบาลสนามบินผ่าไม่ได้ จึงส่งเข้าโรงพยาบาลนครประฐม

    ไซนัส

    คุณหมอที่โรงพยาบาลนครปฐม ก็บอกว่าอันตรายจะกระทบกระเทือน สายตาและสมอง ก็ให้ทานยาต่ออีก  ก็บอกว่ายาอย่างโน้นดี อย่างนี้ดีเปลี่ยนยาอยู่เรื่อยๆ อาการปวดก็หนักขึ้นแทบจะเอาปืนยิงหัว นรกทั้งเป็น   หมอไม่เป็น
    จึงไม่รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวด หมอไม่รู้ซึงถึงความเสียหายในครอบครัว หมอไม่รู้ซึ้งถึงความเสียหายของจิตใจ ทำไมเราเสียเงินเสียเวลาให้กับระบบการศึกษา กว่าจะมาเป็นหมอ ใช้เวลาเป็น10 ปี ใช้เงินคนหนึ่ง ไม่ต่ำกว่า 15 ล้าน
    แล้วจบมา แต่รักษาคนไม่หาย คนป่วยเวียนเทียนมากันเป็นเดือน เป็นปี เป็น10 ปี บางคนเกินกว่า 30 ปี ทำไมการศึกษาของเราถึงเป็นแบบนี้ ทำไมไม่เรียนรู้วิธีที่รักษาให้หาย ที่ไม่หายเรียนทำไม น่าจะขจัดหลักสูตรขยะออกบ้าง การศึกษาของชาติจะได้ก้าวไปข้างหน้า

             เอ็กสเรย์สมองครั้งที่หนึ่งที่โรงพยาบาลศิริราช ครั้งที่ 2 โรงพยาบาลสนามบินกำแพงแสน ครั้งที่ 3 ที่โรงพยาบาลนครปฐม ผลกระทบจากการเอ็ซเรย์ครั้งที่3 สมองเป็นอัลไซเมอร์ความจำเสื่อม  เขียนหนังสือไม่ได้ ต้องลาออกจากโรงเรียน ทั้งที่เรียนไม่จบม.6 ช่วงนี้เครียดมาก ยิ่งหาหมอโรคกลับเพิ่มขึ้น ปวดตามข้อกระดูก อาหารไม่ย่อยๆ ไม่มีวี้แววว่าจะหาย ทำให้หมดความเชื่อถือในหมอ หมอไม่เก่งหรือหมอไม่มีความสามารถเราไม่รู้ เราก็กินยาตามหมอสั่ง ทำตามหมอบอก ทำไมไม่หาย หรือว่ามีเวรกรรมจริง เราป่วยเพราะผลกรรมในอดีตชาติ   เป็นช่วงที่มีความทุกข์มาก หัวก็เน่า กระดูกก็ปวดทุกข้อ จมูกก็หายใจไม่ออก อักเสพตลอด ร่างกายโทรมมากเหมือนผีออกจากหลุม โกรธหมอมากที่ไปกี่ครั้งก็บอกว่า ยาอย่างนี้ดี อย่างนั้นดี รักษาไม่หายก็ไม่บอก ไปกี๋ครั้งก็ได้แต่ให้ทานยาแอมปิเพนนิซิริน พาราเซตามอล คลอร์เฟนิลามีน น้ำเกลือ เอาเราเป็นหนูทดลองยา แต่ละยี่ฮ้อ ทุกอย่างของชีวิต พังทะลายหมด (นี่เป็นเหตุสมองเป็นอัลไซเมอร์)

    Slide02011998-VITAMINI - profimedia-0051227978_3135_1000x1000    เข้าออกโรงพยาบาบเกือบทุก อาทิตย์  ทานยาเป็นอาหารหลักทุกๆสี่ชั่วโมงสาย น้ำเกลือ เป็นน้ำดื่ม โรงพยาบาลเป็นบ้านเช่า เป็นชีวิตที่สิ้นหวัง นอนรอท้าควาตาย คิดแต่จะฆ่าตัวตายหนีโรคร้าย   ครั้งหนึ่งในชีวิต ถึงกับฉีกใบสั่งยาวางต่อหน้าหมอ เดินร้องไห้ ออกจากโรงพยาบาลคับแค้น อัดอั้นตั้นใจเป็นที่สุด   ชีวิตเราชอบเรียน เคมี ชีวะ ฟิซิกส์ อยากเป็นทหาร ฝันว่าสักวันเราจะได้เป็นนายพล จบสิ้นทุกอย่าง บวกกับการทานยาอย่างหนัก  ส่งผลเป็นโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน ติดเชื้อง่าย  ช่วงนี้ต้องดิ้นรนหาทาง ซื้อยาทานเอง ไปโรงพยาบาลต้องเสียเวลาเป็นวัน ค่ายาก็แพง ซื้อกินเองถูกกว่า แล้วยาที่ให้ก็ซ้ำกัน จึงเอาซองยาไปให้ร้านขายยา คนขายก็บอกนี่ พาราเซตามอล 1000 เม็ด150 บาท นี่ดีคอลเจนเม็ดละบาท นี่คลอร์เฟนิลามีนกระปุก1000 เม็ด25บาท แอมปิเพนนิซิรินปลอกสีแดง เม็ดละ1บาท ปลอกสีน้ำเงินย่างดี 3 บาท  ถ้ามีเงินน้Picture 27อยก็ซื้อยาชุด  บางครั้งทานยา ครั้ง5-10เม็ด บางทีก็ครั้งละ10-20 เม็ดวันละเท่าไหร่ก็คูณเอา บางที่มันปวดมาก ยาเก่ายาใหม่เอามารวมกันให้หมดเป็นกำมือ กรอกปากลงไป ท้องร้อนไปไฟ มันก็ดีเหมือนกัน หายปวดไปหลายชั่วโมง ตอนหลังๆก็มักจะกินยารวมศาสตร์ ทานทุกอย่างเท่าที่มี ที่นอนก็มีแต่ซองยา กลิ่นตัวกลิ่นปาก ลมหายใจ ก็เป็นยา ฉี่ออกมายังเป็นกลิ่นยา  ยังมีคนที่เหมือนอาตมาอีกหลายแสนคน ลองไปสำรวจที่โรงพยาบาลเอาเองก็แล้วกัน หรือสอบถามกันเอาเอง

      ปีพ.ศ.2527 ก็ศึกษาสมุนไพร ชาวบ้านบอกให้เอาเกษรบัวหลวงมามวนสูบกับสมุดข่อย ก็เอามาสูบอยู่นานเหมือนกัน ได้ผลบ้างแต่ไม่มาก แล้วก็มาหาหมอนครท่าพระจันทร์ ที่กรุงเทพ คุณหมอตรวจเช็คแล้วบอกว่าห้ามทาน เนื้อวัว ปลาไหล เต่า ของคาวถ้าทานริดสีดวงจะกำเริบ ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ทานเนื้อวัว ปลาไหล เต่าอีกเลย จ่ายยามาให้ทานเยอะมาก ค่ายา 3,000 กว่าบาท ทานแล้วดีมากแต่มันแพงเกินกว่าที่จะมีเงินจ่าย ไปอยู่สองครั้งก็เลิกทาน โรคก็บรรเทาไปมากพอสมควร
    พระอาจารย์

            ปี พ.ศ. 2529 จึงอธิฐานจิต  ขอบวช 10 ปีเพื่อศึกษาเรื่องจิตว่าตายแล้วเกิดจริงไหม ปกติก็ชอบนั่งสมาธิตั้งแต่อายุ ๑๕ พอบวชก็ศึกษาพระธรรมจนได้ เปรียญธรรม 3 ประโยค อภิธรรมบัณฑิตเอก ชอบศึกษาสมุนไพร เวลานั่งสมาธิก็ได้จิตนิ่ง จิตว่าง จิตสะอาด  จิตสงบ มีสติ แต่ไม่เห็นเวรกรรม เวลาอยู่ในสมาธิ จิตก็สงบดี พอออกจากสมาธิ ก็อยู่กับโรค ต้องทานยา ต้องเข้าออกโรงพยาบาล
    นับแล้ว ๑๔ โรงพยาบาล คลินิคหมอผีหมอพระไม่นับ   ท้อแท้หมดหวัง กับการทานยา กับการเข้าโรงพยาบาล ต้องหาทางเลือกใหม่ ในช่วงที่บวชนี้เป็นโรคกรดไหลย้อนย่างหนัก ทานอาหารไม่ย่อย ท้องอืดสำรอกออกมาเป็นฟอง ไปโรงพยา บาล หมอก็บอกว่าเป็นโรคกระเพาะ ให้ยามาทานเป็นแกลลอน  ยาเม็ดเป็นถุง ทานก็ไม่หาย ก็ไปที่คลีนิค หมอก็ให้ยาย่างดีของญี่ปุ่นเม็ดละ5บาท มาทานก็พอบันเทาเบาคลายไปได้บ้าง ลมในท้องมันอัดแข็ง ต้องทานยาขับลม ยาลดแก๊ส (Carminative) เป็นขวดใหญ่ๆมาทาน  ต้องใช้น้ำร้อนใส่ขวดมาอังหน้าท้อง ใครเคยเป็นโรคนี้มันจะซึ้งว่ามันทรมานแค่ไหน ( นี่เป็นผลของการทานยาเป็นอาหาร ) ฉี่บ่อยฉี่ขัดฉี่ไม่ออกมากขึ้น   เวลาปวดฉี่ก็ฉี่ออกมานิดเดียว โรคไตพิการมาอีกแล้ว   นี่เป็นผลของการทานยา พอบวชปุ๊บโรคก็มาทันที มาขออยู่ด้วย  แล้วใครบอกว่าบวชได้บุญ แต่เราบวชได้โรคทันที    มันเป็นอย่างนี้ ตอนไม่บวช เราทาน 3เวลา พอมาบวชตอนเย็นไม่ได้ทานอาหาร  กระเพาะขาดอาหาร ก็เลยเป็นโรคลม หมดเงินไปเยอะมาก ปีกว่า ก็ย้ายไปอยู่ที่วัดโพธิงาม จ.ชัยนาท ไปเจอกับหลวงตาช่วย     แกบอกว่าโรคอย่างนี้ต้อง ทานยาคูณธาตุ ก็ไปให้ร้านขายยาแผนโบราณ เขาคูณให้ เอา วัน เดือน ปี อายุ บอกเขา  เขาคูณเสร็จ เขาก็บอกว่า เราขาดธาตุ อะไร เขาจัดยาให้ ๑๑๔ บาท หม้อเดียวโรคลมดีขึ้น ทานต่ออีก๒หม้อก็หายเกือบปกติ นี่ไงหมอรักษาไม่หาย ทานยาคูณธาตุหาย ก็เลยเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่สนใจเรื่องสมุนไพรเป็นอย่างมาก อย่างที่บอกหมอแผนปัจจุบันรัษาโรคไม่หาย ก็เลยทำให้คนป่วยล้นโรงพยาบาล แต่ถ้าหมอรักษาหายมันก็เหมือนป่าช้า ถ้ารักษาหายก็ได้เงินครั้งเดียว ถ้ารักษาไม่หายก็ได้ตลอด เป้าหมายของการเรียน เขาเรียนเพื่อการค้า เราเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างตามความเป็นจริงแล้ว นี่คือความโง่ของเราที่ผ่านมา ถ้าไม่ผ่านความเจ็บปวด ปัญญาก็สว่าง

      หลังจากปีพ.ศ.2535-2550 ส่วนใหญ่ ซื้อยามาฉีดเอง ให้น้ำเกลือเอง ถ้าไม่หนักจริงๆ จะไม่เข้าโรงพยาบาล ปี 2535 ได้ออกมาปฏิบัติธรรม   ที่วัดพระธรรมกาย   วันมาฆะบูชา  กางกลดโคนไม้ ไข้ขึ้นหนักมาก ขี้มูกไหล  สั่งออกมาเป็นลอนๆ เหมือนลอดช่อง  มีกลิ่นเหม็น โพรงจมูกจะโล่งๆแสบๆ อาการปวดดีขึ้นมาก ก็เลยคิดว่าการปฏิบัติธรรมแบบธุดงค์ขจัดกิเลสน่าจะดีขึ้น มีพระชวนไปธุดงค์กับ หลวงพ่อพุทโธ   ก็สมัครไป ครั้งนั้นมีพระไป ๔๐๐ กว่ารูป โยมอีก๑๐๐คน ครั้งนี้สุดๆพอเริ่มอธิษฐานจิตสมาทานธุดงค์ ก็เกิดปรากฏการณ์แปลกมาก  ขี้มูกที่ไหลออกเหนียวยาวยืด  เป็นลอนๆเหมือนลอดช่อง มีกลิ่นเหม็นคาวรุนแรง ปกติเราจะทานแอมปิเพนนิสริน แต่ในช่วงธุดงค์ไม่ได้เตรียมยาไป จึงฝากโยมเขาซื้อเพ็นนิสริน500000 มาทาน ก็เหมือนมีกรรม โยมเขาจำไม่ได้ พระองค์อื่นก็เอาไปทานหมด พระที่ธุดงค์ก็ป่วยต้องการยาแก้อักเสบ ยาก็ไม่ได้ฉีด ยาก็ไม่มีให้ทานเลย คราวนี้น้ำลดตอผุดชัดๆเลย อะไรที่มันคั่งอยู่ในโพรงจมูก มันหลั่งไหลออกมาหมดเลย  น้ำมูกเขียวๆเหลืองๆเป็นตัวๆเป็นลอนๆ  ไหลออกมามากมาย ตลอดทั้งวันทั้งคืน เดินไปสั่งขี้มูกไป จนข้างไนหัวมันโล่งๆเย็นๆ เลือดกำดาวก็ไหลออกมาไม่หยุด เอากระดาษทิษชู้อุดจมูก อ้าปากเดินธุดงค์ ที่ขี้มูกไหลออกมามากมายจะเฉลยให้ฟัง ตั้งแต่อายุ15 ทานยาแก้อักเสบตลอดน้ำมูกก็แห้งติดอยู่ข้างในโพรงจมูก มันสะสมก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆเป็นเวลา10 กว่าปี ขึ้มูกเป็นเมือกๆเวลาแห้งก็เป็นแผ่นบางๆนิดเดียว คราวนี้เราไม่ได้ทานยากดภูมิ มันก็เลยระบายออก ขยายตัวหลุดออกมา แล้วก็ที่ปวดหัวก็เพราะก้อนขี้มูกนี่เอง ที่เป็นกองขยะเป็นบ้านเชื้อโรค อยู่ในโพรงจมูก แล้วก็ที่เคยเล่าให้ฟังว่ามีเสียงดังครอกแครกในหัวก็เพราะก้อนขี้มูกนี้เอง ถ้าเราทานยาอยู่เราจะไม่รู้เรื่องนี้เลย โชคดีที่เราไม่ได้ทานยา เราจึงรู้เรื่องนี้ (นี่เป็นความโง่ที่หลงทานยาต่อเนื่อง) ไม่ใช่ยาไม่ดี ยาเขาดี แต่เราทานเกิน ทานมากไปเรา ที่จริงโรคไซนัยถ้าได้ล้างโพรงจมูกด้วยน้ำเกลือ บ่อยๆก็หาย หมอไม่เคยบอก ไม่เคยแนะนำ แต่ชาวบ้านเขาทำกัน เขาใช้น้ำเกลือ ล้างโพรงจมูก หมอเอาแต่จ่ายยา จ่ายได้มากก็ได้ค่าคอมมีชชั่น เรื่องความรู้ดูแลสุขภาพต้องหาด้วยตัวเอง

    ปีพ.ศ.2536 ได้เดินจงกรมสลับการนั่งสมาธิอย่างต่อเนื่อง เจ็บปวดเมือยแสนทรมาน ปวดร้าวเข้ากระดูก ยอมตายในสมาธิ เห็นไฟลุกท่วมในสมาธิ นั่งดูไปเรื่อยๆจนมอดไหม้ไฟดับลง พอคลายสมาธิ จิตใจโล่ง สบายตัวเบากาย เบาใจ หายปวดเมื่อยไปหลายวัน และยังได้เห็นนิมิตที่เป็นโรคไซนัส และปวดหัว ที่เป็นไซนัสหนองเน่าในจมูก เพราะกรรมในอดีตชาติเมื่อพันกว่าปีเราเคยไปจูบสีกา ที่เราปวดหัวเพราะกรรมในปัจจุบันชาติ   เคยตีหัวหนูหลายพันตัว เคยเอามีดดาบฟันหัวปลาตอนเป็นเด็ก ที่เราอ้วกอาเจียนเป็นเลือดเลือดกำดาวไหลออกจมูก   เพราะกรรมที่เราไปเบือยาหนู ที่เรามีน้ำมูลไหลย้อยเพราะกรรมที่ดักหนูได้แล้วโยนลงนำ้หนูจมน้ำตาย  ที่เราตัวร้อนเป็นไฟก็เพราะกรรมที่เราชอบจุดไฟเผาไร่เผานา  พอรู้ความจริงทำให้สงสัยว่าผลกรรมในอดีตส่งผลมาในปัจจุบันได้อย่างไร จึงไปซื้อพระไตรปิฎก100เล่ม มานั่งอ่านเดินจงกรมอยู่ในถ้ำไก่หล่น ต.หนองพลับ อ.หัวหินอยู่3ปี แล้วก็มาเรียนพระอภิธรรมอีก๘ปี จนจบอภิธรรมบัณฑิตเอก ก็ยังไม่รู้แจ้งของผลกรรม ว่ามันให้ผลอย่างไร

       ในช่วงปี35-36 ได้มีชาวบ้านบอกว่าที่วัดดอนสนวน จ.ชัยนาท  รักษาโรคริดสีดวงจมูกได้ ก็ไปหาเลย เขาใช้ไม้ไผ่ยาวๆคืบกว่า ปลายไม้พันด้วยสำลี เหมือนคอตตอนบัด ให้เรานั่งหลังพิงเสา   ยกขวดน้ำยา  ขวดเล็กๆ สีเหลืองเท่านิ้วก้อย แล้วจุ่มลงไปยกขึ้นมาควันลอยขึ้นมาเลย นี่มันน้ำกรดชัดๆ แล้วแหย่เข้าไปในรูจมูก คว้านทาในโพรงจมูกกึกๆ สุดแสนบรรยาย เลือดไหลออกมาสด พร้อมๆกับน้ำเหลืองหยดติ๋งๆๆๆ ไอ้ที่ปวดมาทั้งชีวิตยังไม่ได้เสียวของครั้งนี้เลย จมูกบวมหายใจไม่ออกทันตาเห็น หายใจทางปาก วันที่2-10 น้ำเหลืองหยดไหลเยิ้ม   ตลอดเวลา เนื้องอกในโพรงจมูก  ถูกน้ำยาไหม้ยุ้ยหลุดออกมาเป็นแผ่นๆเลย หลังวันที่10ไปรู้สึกหายใจโล่งขึ้นมาก เอาไฟฉายส่องดูกับกระจกเห็นจมูกแดงเป็นรูเล็กๆ เศษเนื้อร่อนออกมา ก็เอาคีมเล็กคีบออกมา จมูกที่ตันพอมีรูหายใจได้ หายใจโล่งขึ้นมาก เข้าท่าดี ทุกๆ15วันก็ไปใส่ยา รวมแล้ว 15ครั้ง แต่ละครั้งก็เหมือนเอาระเบิดใส่รูจมูก สุดๆของความเจ็บปวด นี่แหละมั่งคำว่าใช้หนีกรรม ใครยากหายก็ลองดูก็แล้วกัน มีคนไปรักษากันเยอะมาก หมอรักษาไม่หาย หมอชาวบ้านรักษาหาย แต่วิธีการสุดโหด แต่ถ้าเราทำให้ถูกต้องใช้ยาสลบแล้วยอดยาจะได้ผลเต็มร้อย ขอโทษทำไม่ได้ไม่ใช่หมอไม่ใช่แพทย์ ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ กฎหมายกลายเป็นกับดักให้กับแพทย์ทางเลือก ชาวบ้านก็เลยหมดทางรอด คนทั้งแผ่นดินก็ต้องจมอยู่กับการผูกขาดสัมปทานวิธีการ ทั้งที่มันไม่ได้ผลแต่ก็ยังใช้อยู่ คนที่เจ็บสาหัสที่สุดก็คือประชาชน  หลังจากนั้นดีขึ้นมากเลย แต่ก็ยังไม่หายจากการอักเสบของไซนัส แต่หายใจ โล่งมาก แต่ยังมีเนื้องอกที่อยู่ข้างในลึกๆอีก ใส่ยาไม่ถึง  อาการอักเสบก็ลดน้อยลง บางทีก็เดือนสองเดือนครั้ง

        ปี40 มีพระบอกว่าให้เอาบวบขมบดเป็นผงแล้วทำเป็นยานัตถ์ เป่าเข้าจมูก ก็ทำทันที พอเป่าเข้ารู้จมูกเท่านั้นแหละ เหมือนเอาระเบิดยัดเข้าปาก  เข้ารูจมูกทั้งลูก ทั้งจมูกทั้งปากพุพองแดงเป็นน้ำเหลือง เจ็บคอ คอเป็นแผล  ทนเอายากหายจำไม่ได้ว่าเป่ากี่ครั้ง ก็ดีขึ้นอีกมากแต่ใครอย่าไปทำตามเลย ถ้าใจไม่ถึงอย่าโดด ลงนรก เรียกว่าโหดสุดๆ บ้าสุดๆ  ยังไม่พอมีคนบอกว่าให้ใส่ เม็ดมะกลำตาแดงเผาอบเข้าไปอีก พอเป่าเข้าจมูกสุดยอดเลย นรกมีจริง    คงเป็นการใช้หนี้กรรมกระมั่ง เจอแต่เรื่องโหดๆ ถ้าใครเป็นไซนัส เอาแบบคนมีบุญก็ใช้น้ำมันมะพร้าว สกัดเย็นหยอดจมูกก่อนนอนง่ายมาก เป็นหวัดคัดจมูก นำ้มูกไหลวันสองวันก็หายแล้ว ลองทำตามดูได้ น้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันที่อิ่มตัวแล้วไม่มีออกซิเจน เชื้อโรคเข้ามาตาย โดยไม่ต้องฆ่า ขอโทษมีเรื่องราวมากมายที่หมอไม่รู้ แต่ถือใบสัมปทานผูกขาดไว้ ใครทำผิด จับติดคุก แล้วที่ทำไม่หายถูกต้องกฏหมาย น่าที่จะใช้หลักของรัฐศาสตร์จริยธรรม ใครทำอะไรได้ดีมีประสิทธิภาพ ดีกว่าเก่า ก็ให้การรับรอง ไม่ใช่ยึดเอากฏหมายเป็นอาวุธ ประหารคนที่ด้อยโอกาศ คุ้มครองผลประโยชน์ของตัวเอง มันเป็นการผลักดันให้คนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นโจร

    ขอเล่าต่อ มีชาวบ้านบอกว่าให้เอาเม็ดมะเขือขื่นมาเผาไฟ เอากะลาครอบเอาสายยางต่อออกมาแล้วสูดควันเข้าไปรมจมูก โคตรแสบเลย อันนี้ชอบทำ แต่ทำได้พักเดียวก็เลิกไป ได้แค่บรรเทา ใครจะลองทำตามก็ได้นะไม่สงวนสิทธิ นี่คือหมอชาวบ้านก็ต้องลองกันไป ในเมื่อผู้รู้เขาผูกขาดทางการค้า อะไรที่เขาไม่ได้ประโยชน์ในส่วนตัวเขาไม่ส่งเสริม ทั้งที่บางอย่างเป็นประโยชน์ต่อมหาชน น่าสงสารที่เกิดมาเป็นคนไทย ที่ขี้อิจฉาและเห็นแก่ตัว
    ยังไม่จบนะครับซื้อสมุนไพรมาต้มทานเอง อ่านตำราไหนพอเข้าท่าก็ชื้อมาต้มทาน ใส่หม้อเบอร์30 ใส่ปีบต้ม ใส่หม้อต้ม  บางที่ก็ต้มสองหม้อเลย เพียงได้กลิ่นยาก็เวียนหัวอยากร้องไห้ แต่ก็ต้องกิน กินกันเป็นเดือน ไม่หายก็เลิกไป เรียกว่ากางตำรา ค้นหายาขนานไหนเข้าท่าดีก็ไปซื้อมาต้ม ยังไม่จบยาลูกกลอนขนานไหนสรรพคุณดีซื้อมาบด ทำเป็นลูกกลอน ทานเป็นขนมเลย

         เดี๋ยวขอเล่าตอนอายุ15 หน่อย ตอนนั้นเขาบอกว่ามีหมอน้อยเทวดาอยู่ที่อยุธยา ก็ไปกับเขาไปถึงตี5แต่ได้บัตรคิวที่250 กว่าๆ คนแยอะมาก รถติดยาวเป็นกิโลเมตร กว่าจะได้พบคุณหมอเทวดา ก็บ่ายแล้ว ท่านเช็คแล้วก็ให้ทานยาน้ำ เป็นดีเกลือใส่ขวดแม่โขงมา6 ขวด    พอใส่ปากมันเค็มมากๆเลย เค็มจนขม ทานเข้าไปแลัวก็ขยับก้นไม่ได้เลย ขยับเป็นถ่าย ถ่ายอย่างเดียว ถ่ายเป็นมูกๆ เรียกว่าลุโรค   ใจสู้กินไปจนหมด ๖ ขวด แล้วก็เอามากินอีก แต่ก็ไม่ดีขึ้นมีแต่ถ่ายท้องแทบตาย ใครจะเดินรอยตามก็เชิญครับไม่สงวนสิทธิ แต่ที่ได้ผลให้ได้ผลเป็นสากลก็ไปทำดีท็อกก็แล้วกัน คอยติดตามตอนต่อไป

    เดี๋ยวขอเล่าตอนไปโรงพยาบาลศิริราช เห็นผู้หญิงนุ่งสั้นแต่งตัวสวยมาก เข้ามาพบคุณหมอเดี๋ยวคนโน้นเข้า เดี๋ยวคนนี้ออก แซงคิวได้ตลอดก็ไม่รู้ว่าใคร พอมาตอนหลังถึงรู้ว่า เป็นดีเทล นำเสนอขายยา เราถึงมารู้ว่าออที่หมอเปลี่ยนยา  ขนานโน้นขนานนี้ก็เพราะพวกนี้เอง  เอาเราเป็นสัตว์ทดลองยา เอาความป่วยไข้เป็นการค้า น่ากลัวมาก ไปโรงพยาบาลก็จับบัตรคิว นั่งรอเจ้าหน้าที่เรียก พยาบาลซักถามประวัติวัดความดันวัดปรอด เสร็จนั่งรอคุณหมอ กว่าคุณหมอจะมาก็เกือบสี่โมง พอมาปุ๊บก็ตรวจคนไข้ อ้าปากไฟฉายส่อง แหกตา เขียนใบสั่งยา ไม่ถึงสองนาที ออกจากห้องคุณหมอ เอาใบสั่งยาไปที่ห้องจ่ายเงิน เอาใบเสร็จไปที่ห้องจ่ายยา  ได้ยามาทาน ๗วัน หมดยามาหาใหม่ ก็เป็นอยู่ย่างนี้ ถ้าเป็นหลายโรค ก็เดินไปหาหมอโน้น หมอนี้ ไปห้องโน้นห้องนี้ เสร็จกลับมาดูผลก็จ่ายยาเอาไปทาน ไม่มีอะไรแนะนำมีแต่ทานยา ฉีดยา ให้น้ำเกลือ นอนพักฟื้น ไข้ลดกลับบ้านได้ เราไม่รู้วิธีการดูแลสุขภาพอะไรเลย ไม่มีอะไรแนะนำป้องกันอะไรเลย ไปนั่งรอเป็นวัน ญาติผู้ป่วยมีหน้าที่จ่ายเงิน ไม่มีสิทธิ์ต่อรองราคา บอกเท่าไหร่ก็ต้องจ่าย ไม่จ่ายก็กลับบ้านไป พอแค่นี้ก่อนนะ ถ้าจะเล่าก็จะยาวเดี๋ยวจะไปกระทบคนอื่นเขา  เอาไว้คุยส่วนตัวก็แล้วกัน
      ปีพ.ศ.2542 ไปปฏิบัติธรรมอยู่ในถ้ำไก่หล่น ต.หนองพลับ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซื้อพระไตรปิฎกมาอ่านเดินจงกรมนั่งสมาธิ อยู่ในถ้ำ ถ้ำนี้หลวงปู่พุทธอิสระเคยไปบำเพ็ญบารมี ถ้ำนี้มีไรค้างคาว ถ้าถูกกัดจะติดเชื้อ พิษไข้ร้ายแรงกว่ามาเลเรีย เราก็โดนกัดมันปวดหัวอาเจียนแทบตาย ต้องทานยาด็อกซี่ไซคลีนถึงจะหาย ถ้ำนี้มีเรื่องเล่าตำรวจ ตชด.ที่มาดูแลป่าเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ เขาก็ทำกิริยาที่ไม่สมควร แต่แกเป็นคนดีจริงๆคนตรงชอบไหว้พระสวดมนต์ ชอบขัดพระเป็นเงางามสวยเชียว แต่แกไม่ชอบเรา วันหนึ่งก็เลยได้จังหวะก็พูดกับเขาว่า โยมหมามันนอนในถ้ำโยมยังให้ข้าวมันกิน ไม่ไล่มันออก โยมก็นึกเสียว่าอาตมาเป็นหมาอีกสักตัวก็แล้วกัน โยมตำรวจแกตกใจ ขอโทษใหญ่เลย นิสัยแกเปลี่ยนไปดูแลเราอย่างดีเลย คนนั่นแหละดีที่ไม่ดีคือนิสัยคน

    ปี พ.ศ.2550 เดือนมีนาคม ได้ฝึกสมาธิหมุนที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมพลาญข่อย อ.สิรินธร จ.อุบลชาชธานี   ผลปรากฏว่า   เกิดพลังหมุนอย่างรุนแรง เหวี่ยงแขนขาร่ายรำร้องไห้ขี้มูก ขี้ตาไหล อ้วกอาเจียนอย่างหนัก แปลกมากหลังจากออกสมาธิแล้ว อาการเจ็บป่วยรู้สึกดีขึ้นอย่างมาก จึงพยายามฝึกอย่างต่อเนื่อง วันละ4-5 รอบ ผลปรากฏว่าใช้เวลา 22 วันอาการที่ เจ็บป่วยทั้งหมด หายหมดเลย งงกับตัวเองมาก รักษามา30กว่าปี   ทำไม มาหายแบบง่ายๆ โดยที่ไม่ได้ทานยาสักเม็ดหนึ่ง ที่เราปวดกระดูก ก็เพราะกรรมที่เราเป็นหลวงจีน   ใช้กำ ลังภายในทำร้ายคน ที่เรามีพลังจิตก็เพราะเราเคยฝึกวิชชาลมปราณสมัยเป็นหลวงจีน ขบวนการที่หายได้อย่างไร
    จึงมานั่งทบทวนดู  จิตบอกว่า ความเจ็บป่วยทั้งหมด  เกิดจากความผิดปกติ  ของกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นประสาท และ ความเครียด  จึงเปิดสอนสมาธิผ่อนคลายบำบัดโรคตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2550  เป็นต้นมาได้จัดตั้งชมรมสมาธิเพื่อการผ่อนคลาย ช่วยกันรักษาคนที่เจ็บป่วยทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง จัดคอร์สอนเดือนละหลายครั้ง ผู้คนมากมาย ที่เข้ามารักษา แต่ตัวเองต้องระเหเร่ร่อน เป็นพระหมอพเนจร สอนคนหลายหมื่นคน ไปทั่วประเทศไม่ได้หยุดเลย นั่งหลับบนรถตู้ นอนศาลาวัด อาบน้ำในห้องส้วม อดบ้างอิ่มบ้าง บางวันอ่อนเพลียมาก
    ป่วยมีไข้ ก็ให้น้ำเกลือบำรุงร่างกาย เอาถุงน้ำเกลือแขวนหน้าต่างบ้าง แขวนไว้ในรถบ้าง หมดแล้วก็ออกทำงานต่อ  ไม่เคยหยุด คนอื่นเขามองเราว่าแข็งแรงผิดมนุษย์มนา ไม่ใช่หลอก ที่จริงเราป่วยก็เพราะแพ้ผงชูรส รสดี ทานเข้าไปเมื่อไหร่ เป็นลมพิษ แพ้ปากคอบวม คอแห้ง บางทีหัวใจเต้นผิดจังหวะ แพ้อย่างรุรนแรง บางที่ไข้ขึ้นถึงกับต้องฉีดยาบำรุง ให้น้ำเกลือเลยที่เดียว ป่วยเพราะแพ้ผงชูรสหลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งไปที่จันทบุรี ทานข้าวคุกกะปีที่เขาใส่จานโฟมมาให้ ทานไปยังไม่หมดจาน รสชาติมันแปลก จึงหยุด พักเดียวเท่านั้นเกิดลมพิษเห่อขึ้นลุกลามไปทั้งตัว หัวใจเต้นแรงช้าลงๆ บึกๆๆสายตาพร่ามัว พระพวกกันรีบฝังเข็มให้ ก็บอกให้รีบถอนออก หัวใจกำลังจะหยุดเต้น ศิษยืทุกคนตกใจช่วยกับบีบนวด หัวใจหยุดเต้นจริง ในความรู้เห็นเป็นสีเขียว และสีเหลือง แล้วหายวูบไปสักพักหัวใจกลับมาเต้นใหม่รู้สึกตัว ก็เลยใช้พลังปานขับพิษออก ถ่ายท้องอย่างแรงออกมาหมดเลย   ครั้งนี้ตายเพราะผงชูรส  ยังมีคนอีกมากมายที่ทานผงชูรสเข้าไปแล้วแพ้ แต่เขาก็ยังขายได้ ขายได้ดี ทั้งที่มันเป็นพิษและยาเสพติด

        ปีพ.ศ.2553 มีลูกศิษย์ชวนไปดีท็อกล้างพิษที่อ.ขวัญดิน ศรีษะเกษ ไม่เชื่อ ไม่ยอมไป ตอนหลังรำคาญก็เลยไปกับเขา ได้ฟังเขาบรรยายก็เกิดศรัทธา จึงเข้าคอร์สล้างพิษกับเขา๕วัน อดข้าว ทานน้ำมะขามเปียก นำ้ข้าวก้อง แล้วใช่น้ำต้มใบสะเดาพออุ่นๆ ใส่ขวดมีสายยางต่อออก นอนตะแคง แล้วเอาสายยางเสียบก้น ปล่อยนำ้เข้าก้น ท้องปั่นป่วนสักพักถ่ายปรู๊ดออกหมดเลย ทำวันละ 3 ครั้ง ตัวเบาลง แล้วก็มาทานลิดท็อกซ์ ขยายลำไส้ 70 เท่า        22 ผลปรากฎว่าถ่ายอุจาระออกมายาวเป็นเมตร ยกขึ้นจากคอ ห่าน ชูขึ้นไม่ขาดแปลกมา ลองเอามือบี้ดูเหนียวไม่ขาด ก็ร้องออว่านี่เองอุจจาระตกค้าง หรือเถาดานในลำไส้  อยู่จนครบ5วัน หลังจากนั้นมา ลมพิษที่เคยเป็นมาตั้งแต่เด็กไม่เคยเป็นอีกเลย นี่อีกเรื่องหนึ่งที่หมอไม่รู้ เป็นลมพิษที่ไร หมอก็ให้ยา คารามาย มาทา ยาแก้แพ้มากิน ขอโทษที่หมอรักษามาชั่วชิวิตไม่หาย ดีท็อกซ์โดยหมอชาวบ้านหาย
    (ทำดีท็อกซ์ผิดกฏหมายไม่มีใบประกอบโรคศิลป์) รัฐน่าที่จะส่งเสริม ใครทำไม่ถูกก็สอนทำให้ถูก แล้วที่ให้ไปเรียน ไปสอบ ก็เรียนที่พวกเขาไม่ได้ใช้ ที่เขามีความชำนาญกลับไม่สอบ เหมือนเอาชาวนาไปนั่งทำข้อสอบ ทำไมไม่ให้ชาวนาทำข้าวได้ผลผลิตดีมีกำไรสอบผ่านเลย อาตมาคิดว่าอีกหลายล้านคนที่ต้องมีชะตาเดียวกัน ที่เป็นสตว์เลี้ยงด้วยยา ขาดยาตาย การดีท็อกซ์ชาวบ้านทำกันเองทั่วประเทศ เป็นที่ยอมรับในระดับแพทย์ทางเลือก แต่ก็ยังว่าต้องลักรอบทำกันเอง บ้างก็ถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับฟ้องร้องเป็นคดี แต่ทำไมเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ทำเองทำให้มันถูกต้องตามหลักวิชชาการ หรือเปิดอบรมให้ความรู้กับผู้ประกอบการ มีหน้าที่ก็ไม่ทำ แต่คนอื่นทำได้ทำแทนกลับมีความผิด นี่คือระบบที่ถ่วงความเจริญของชาติ กดประชาชนให้เป็นทาสยา พูดมากอันตรายปิดปาก……..
    หลังตั้งแต่ปีพ.ศ.2552 เป็นต้นมา ก็ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ      ทั้งหมด ค้นหา วิธีรักษาโรคโดยไม่ต้องใช้ยา   ได้สรุปวิธีการรักษาแบบรวมศาสตร์คือ ในตอนแรกเราได้บอกว่า ความเจ็บป่วยเกิดจาก กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นประสาท จิตใจผิดปกติ เราก็กลับมาทำให้มันเป็นปกติมันก็หายแล้ว คนเราที่ป่วยทุกวันนี้90% เกิดจากกระดูกคด กระดูกเคลื่อน กระดูกกดทับเส้นประสาท หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท หมอนรองกระดูกปลิ้น อาการที่ว่ามานี้ทำให้เราหลังแข็ง ปวดหลัง ก้มหลังไม่ลง อาตมาป่วยมาตั้งแต่เด็กไม่รู้ตัวเลย ถูกหมอหลอกให้ทานยาคลายเส้น ถูกร้านขายยาหลอกให้ทานยาชุดคลายเส้น ที่จริงรักษาง่ายนิดเดียว นอนควำเอามือคลำกล้ามเนื้อหลังตรงไหนแข็งก็เคาะกล้ามเนื้อตรงนั้น ให้นิ้มเท่ากัน ก็หายแล้ว คนทั้งประเทศถูกหลอกให้ทานยา ถูกหลอกให้ผ่าตัด ใส่เหล็ก ใส่น็อต หมอจะรู้เรื่องนี้หรือเปล่าเราไม่รู้ แต่ที่แน่ๆเราทดลองรักษาให้มาแล้วเป็นแสนคน โจทย์มันอยู่ตรงนี้ถ้าหมอรักษาครั้งเดียวหาย พรุ่งนี้หมอก็ตกงาน ไม่มีคนให้รักษา แต่ถ้าหมอรักษาให้พอบรรเทาเบาคลาย หมอก็จะมีกินมีใช้ตลอดไป เมื่อก่อนเราตั้งความหวังไว้กับหมอ100% ถึงตอนนี้เราจะเชื่อหมอได้แค่10% อีก90%เราต้องศึกษาให้รู้จริงเพื่อที่จะรักษาตัวเองที่ต้นเหตุ อย่ารอให้เป็นหนัก จะกลายเป็นเสียมาก เสียน้อย ต้องยอมเสียเวลาดูแลตัวเอง เมื่อก่อนเราโง่ที่เชื่อฝังใจว่ายาเท่านั้นที่รักษาโรค เราถูกหลอก ถูกสอนให้เกิดความเชื่อผิดๆ แต่วันนี้เรารู้แล้วว่าโรคภัยไข้เจ็บไม่ต้องรักษา เพียงแต่เราทำให้เลือดลมไหลเวียนสะดวก เลือดดีนั่นแหละรักษาได้ทุกโรค ทุกวันนี้จากคนขี้โรค ไม่มีโอกาสที่จะหาย แต่เราก็รักษาตัวเองได้ทุกโรคโดยไม่ต้องใช้ยา

    ปี พ.ศ.2550-52 จะไปไหนก็ใช้รถโยม มีโยมป้อม -โยมเล็ก-โยมรุ้ง สลับสับเปลี่ยนกันไป ที่ไหนเขาเชิญไป เราก็ไป สอนตามวัด ตามโรงเรียน ที่ไปสอนก็ไม่ได้เรียกร้องเงินทองจากใคร แล้วแต่ทำบุญ มีขันหนึ่งใบวางไว้ ใครจะทำบุญก็ใส่ขันกันเอาเองเหลือเท่าไหร่ก็เอามาใช้จ่าย ใครติดตามไปช่วยเหลือก็แบ่งให้เขาใช้บ้าง มีเหลือบ้างเล็กน้อย ใจเราอยากช่วยเหลือคนให้พ้นทุกข์ คนที่ไปช่วย เข้าก็ช่วยเหลือกันเอง เราเป็นพระใจดี เราอธิษฐานจิตไว้ว่าจะไม่โกรธ ไม่บ่น ไม่ด่า ไม่ว่าใคร ใจเราจะได้เป็นกุศล เราจะสร้างบุญสร้างบารมี เติมเต็มสิ่งที่เราพร่อง เราจะได้ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิด ช่วงแรกก็สอนสมาธิหมุน พอเขาเข้าสมาธิได้ บางคนก็ใช้พลังจิตเข้าไปรักษา เข้าไปบำบัด ไปบีบนวด เหยียบหลัง จัดกระดูก บางทีก็กระทืบเลย อะไรก็ไม่รู้มีเรื่องเล่า มีเรื่องขำ กันทั้งวัน พอออกจากสมาธิ ก็ถามพวกเขา มันก็บอกว่าเป็นวิชชาในอดีตชาติ พอเข้าสมาธิมันก็มาเอง ออกจากสมาธิ เขาก็มาบีบนวด กัวซาจัดกระดูกกันตามประสาของเขา ใครอยากทำอะไรก็ทำกันไป ดีมันก็ทำกันไป ชมกันไป อันไหนเจ็บเดี้ยงมันก็มาฟ้องเรา หลวงพ่อดูซิเนีย! หนูเดี้ยงเลย  มีหมอนุเขาเป็นเกย์ ชอบบีบชอบนวดมากแกก็ไปกัวซาโดยใช้เขาควายขูดไปทั้งตัวแดงหมดเลย มึงทำอะไรกันวะ!  กัวซาครับผม รับผิดชอบกันเองนะโว้ย  ผลปรากฏว่ากลับไปบ้านใส่กางเกงในไม่ได้ เขียวช้ำแสบแดงไปทั้งตัว บางคนจัดกระดูกก็บาดเจ็บกัน บางคนนวดแล้วขึ้นไปเหยียบหลังซี่โครงหัก มีเรื่องมาฟ้องตลอด เหมือนมีลูก ลูกทะเลาะกันมันก็มาฟ้องพ่อ เราก็คิดว่าไม่ได้แล้ว แบบนี้ไม่ปลอดภัย ไม่ถูกต้อง ก็ต้องเรียนต้องศึกษา ว่ามันจัดกระดูกอย่างไร กัวซาอย่างไร นวดอย่างไร ให้มันปลอดภัย ต้องบอกต้องสอนเขา อะไรที่อันตรายก็ห้าม เราก็เลยต้องเป็นทุกเรื่อง สอนทุกเรื่อง นี่แหละเป็นที่มาของการรวมศาสตร์
           มีคำถามว่าท่านเอาเงินมาจากไหนไปเปิดอบรมสอนเขา เงินรายได้ส่วนใหญ่ มาจากทำซีดีธรรมะแจกโยม โยมก็บริจาคให้มา ไม่ได้เรียกร้อง พอเราแจกไป ก็มีโยมเอาซีดีธรรมะมาให้ หลายหลวงพ่อเกจิอาจารย์ เราก็เลยไลด์แจกไม่อั้น เรียกว่าแจกกันเป็นแสนแผ่น อยากให้คนมีธรรมะฟัง พอมีเงินนิดหน่อยก็ไปซื้อซีดีเปล่ามาไลด์แจกไป ใจเราคิดอย่างเดียวว่า โยมเข้าไม่มีโอกาสได้ฟัง ได้รู้ได้เห็น เป็นการเพยแพร่พระธรรมให้กับคนที่ด้อยโอกาส พระรอบข้างก็มองว่าเรามีรายไดเเยอะ ก็เริ่มอิจฉาหาเรื่องตลอด เราก็รู้แต่ห้ามใจเขาไม่ได้ นี่เป็นที่มาของการย้ายวัดไปเรื่อยๆ
       มีคำถามว่าทำไม่เป็นเจ้าอาวาส เสียเองเล่า คำตอบก็คือพอเรามีอำนาจ ก็ต้องรับภาระ คนไม่ดี ไม่มีศีลธรรมเข้ามา ก็ต้องดุ ต้องด่า ต้องว่า ให้เกิดความเรียบร้อย วัดก็มีแต่แมวหมาไก่ความสกปรก ไม่มีอิสระไปไหนมาไหนยาก และก็เบื่อหน่ายความขัดแย้งทะเลาะวิวาทกัน ในโลกใบนี้ทุกสิ่งมีเจ้าของ นั่นก็ของกูนี่ก็ของมึงแย่งชิงหวงแหน อิจฉาริษยากัน  นี่เป็นที่มาของการไม่มียศไม่มีตำแหน่ง ไม่มีวัดอยู่ประจำ

        ปีพ.ศ.2553 ใช้รถโยมบ่อยๆก็เกรงใจเขา ก็เลยปรารถว่าจะซื้อรถตู้สักคัน อาตมาจะดาวซื้อรถใหม่ ลูกศิษย์ก็บอกว่าไม่ได้ท่านเป็นพระลูกวัดออกรถป้ายแดงแซงหน้าเจ้าอาวาสไม่สมควร ก็เลยตัดสินใจซื้อรถตู้มือสองมาใช้ เป็นรถตู้โต้โยต้า ทะเบียน ฮ7718 ส่วนเงินก็มีลูกศิษย์ร่วมกันถวาย ที่จำได้ก็มีคุณแม่ไปรยาพรรณ ๒ แสน คุณพี โรสริน ๑ แสน และคนอื่นอีก รวม๙แสน เป็นคันแรก  ปี 2554ซื้อรถโกล์เด้นมือสอง๖แสนมาอีกคัน ใช้ไปซ่อมไปหมดไปล้านกว่า เลยจอดทิ้ง ตอนหลังก็ให้เขาไป ปี 2555-57 เข็ดแล้วกับรถมือสอง จึงซื้อรถตู้ป้ายแดงปีละคัน มาอีก๓คัน ใช้ทะเบียนรถ 9824 ทั้งสามคัน ไม่เคยคิดว่าจะเอาอะไร มีอะไร เป็นอะไร แต่ที่มีก็เอามาสร้างบุญสร้างบารมี ช่วยเหลือผู้คน เบื่อหน่ายต่อความมีความเป็น นี่เป็นที่มาของรถตู้๔คัน

      เราได้เล่ามาแล้วว่าได้เดินทางออกไปสอนในที่ต่างตลอด ก็มีโยมบอกถวายที่ดิน ส่วนมากก็เป็นที่ดิน สปก. ทบ๕ เราก็ไม่เอา กลัวจะเป็นคดีในภายหลัง ส่วนมากก็จะเอาเราไปสร้างความเจริญให้กับที่ดินของเขา คนโน้นก็ให้คนนี้ก็ให้ พอถามเข้าจริงๆ บอกขายให้หลวงพ่อถูกๆ โยมบางท่านก็พาไปดูวัดโน้น วัดนี้จะให้เป็นเจ้าอาวาส เราก็ไม่เอา อยู่วัดเขาพุทธโคดม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี หลวงพ่อเจ้าอาวาสสอนพุทโธ หลวงพ่อป.สอนพระอภิธรรม สอน กัมมัฏฐานยุบหนอพองหนอ อาตมาสอนสมาธิหมุน ต้องแอบไปสอนข้างนอก ไม่มีใครรู้ว่าหายไปไหน ไปทำอะไร กว่าเขาจะรู้งานก็ขยายไปอย่างขว้างขวาง มีโยมชวนไปสอนที่สวนสาธารณะศรีราชา ก็บอกว่าไม่ได้ แต่เขาบอกว่ารู้จักนายกเทศมนตรี เขาขอได้ เราก็ไปอยู่ ๕ ครั้ง ตำราจมาเชิญว่าพระมาทำอะไร ใครอนุญาติ ก็บอกว่าอนุญาติเทศมนตรีแล้ว คุยไปคุยมาคนที่รับเรื่องเป็นลูกน้องของแกเอง ลูกน้องหูไม่ดี ฟังไม่รู้เรืองเข้าใจผิดกัน เรืองก็จบ แต่ทางวัดไม่จบ เจ้าอาวาสเรียกไปสอบ ก็เล่าไปตามความเป็นจริง หลวงพ่อทดสอบการส่งพลังรักษาคนท่านรับได้สัมผัสได้ เป็นของจริง ท่านก็ไม่ว่าอะไรเพียงบอกว่าพุทโธดีที่สุด เลขาโกรธมากโวยวายว่าเสียๆหาย ท่านไม่ทำตามก็ออกไป ที่นี่สอนพุทโธ ตอนนั้นใจเราหวั่นๆ ขวางคนสร้างบุญบารมีอันตราย เพียงไม่กี่วันหัวใจล้มเหลวตาย เป็นผลกรรมของเขาเอง อยู่มาไม่นานพระกลุ่มหนึ่งที่วัดก็ประชุมวางแผนไล่ออกโดยขอคืนกุฏีสงฆ์ ความหมายก็คือต้องการไล่ออก เราก็เลยย้ายไปอีกวัดหนึ่ง ไม่ยากสร้างกรรมกับใคร ชีวิตอาตมาอยู่ที่ไหนคนเข้ามาหาเยอะแยะมากมาย อยูไปสักพักก็มีเรื่องอิจฉาเข้ามา ขี้เกียจเล่ามันยาว ทำดีทำได้แต่อย่าเด่นเกิน…

    ปี พ.ศ.2552 เคยไปออกบูทสัปดาห์วิสาขะบูชาที่ท้องสนามหลวง เปิดสอนตั้งแต่๒โมงเช้ายันตี๒ เป็นเวลา๘วัน คนแน่นมาก มันจริงๆมีคนทำบุญมาเกือบ๒แสนบาท ช่วงนั้นไม่มีลูกศิษย์ไปองค์เดียว หาลูกศิษย์เอาข้างหน้าได้ลูกศิษย์เพียบเลย มันถามว่าหลวงพ่อสอนอย่างไร ก็บอกว่ามึงจับมือยกขึ้นยกลง หูฟังเสียงเพลงเท่านั้นแหละ แป็บเดียวเข้าสมาธิได้ ร่ายรำรักษาตัวเอง คนเห็นก็สนใจเข้ามาฝึกสมาธิกันแน่นเต้นเลย หลังจากนั้นก็เข้าไปจัดวันมาฆะบ้าง วิสาขะบ้างอีกหลายครั้ง เคยไปขออนุญาติสอนที่สวนลุม สนุกมาก สอนสมาธิหมุนดนตรีบำบัด จัดกระดูกให้ด้วย เราสนุกกับการสอน
    เคยไปสอนที่เพชรบุรี พระท่านยืนตะโกนด่าว่านอกรีด พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน โยมที่มาปฏิบัติแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งทำตามของเก่า อีกกลุ่มหนึงลองของใหม่ ผลปรากฎว่าวันที่สามเข้ามาทำสมาธิกับเราหมดเลย คือคนที่มาทำหายเจ็บ หายป่วย แข็งแรง เรื่องโดนต่อต้าน โดนด่า หาว่านอกรีด เคยชินเสียแล้ว เอาของดีไปให้เขา แต่เขาบอกว่า กว่าเขาจะยอมรับ มันโคตรเหนื่อยจริงกว่าจะมีวันนี้

    10  ปีพ.ศ.2556 มีคุณป้าใจดีให้ไปอยู่ที่รีสอร์ท อำเภอเขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ให้เปิดเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมอนุรักษ์มรดกไทย แต่มีข้อแม้ว่าไม่ได้ให้เลย แต่ต้องหาเงินมาคืนป้า ๒๐ ล้านภาย ในเวลา 3 ปี ก็เลยตกลง มีที่สร้างบุญ สร้าบาร มี มีที่ซุกหัวนอน แล้วก็ตรงนั้นเป็นทางผ่านขึ้นเขาคิชฌกูฏไหว้พระบาท เราก็อธิษฐานขอดูแลคนดี คนมีบุญ คนมีศีล คนมีธรรม  แค่ตัดสินใจมีที่อยู่ที่อาศัยเป็นของตัวเอง ก็มีหนี้ 20 ล้าน ปรับพื้นที่ตอกเข็มสร้างพ่อปู่หมอชีวกโกมารภัจจ์ ปรับพื้นที่สร้างห้องน้ำ ปลูกสมุนไพรทันที เริ่มมีคนไปรักษา เป็นจำนวนมาก ปัญหาก็มีมาก สุดแสนที่จะบรรยาย เหนื่อยมาก ต้องเดินทางตลอด เรียกว่านั่งหลับบนรถทัวร์ ไปกับรถตู้ นั่งเครื่องบิน ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ ไปมันทุกที่ ที่มีคนต้องการเพื่อจะหาเงินมาใช้หนี้20ล้านให้ได้ ป้าก็ใจดีบอกหลวงน่าไม่ต้องไปไหน อยู่กับที่ ที่นี่แหละ แกกลัวจะมีอันตราย ทั้งเดือนมีโยมมาทำบุญไม่ถึง30,000 ค่าใช้จ่ายเดือนละ 50.000 กว่า แต่ต้องจ่ายค่าที่ดินป้า ๒๐ ล้าน ตกเดือนละ ๑๘๐,๐๐๐ นั่งอยู่ได้อย่างไร ป้าลืมคิด ก็ต้องหาเงิน 20ล้านมาคืนเขา ก็ต้องวิ่งออกไปหางาน หา เงิน มาใช้หนี้ อยู่ได้หนึ่งปีบ้านเมืองมีการชุมนุมประท้วง เสื้อเหลืองเสื้อแดง ก็ถูกคุณป้าเจ้าของที่ เอาหมายศาลมาไล่ออก หาว่าไม่ทำตามเงื่อนไขผิดสัญญา แต่ความเป็นจริงก็คือ เราไปตอกเส้นรักษาพวกเสื้อเหลืองด้วย คุณป้าท่านโกรธมาก ห้ามไม่ให้ไปตอก สรุปว่าอยู่ได้1ปีกับ4เดือนหมดเงินไปเกือบ 6 ล้านบาทกับการก่อสร้าง กว่าจะหาเงินได้ 6 ล้านมันหนื่อยขนาดไหนคิดดูเอาเอง ไปตอกเส้นรักษาโรค โยมร่วมบุญมา คนละ20บาท 100 บาท 300 บาท วันเปิดศูนย์มีคนมาวางศิลาฤกษ์เป็นพันคน ออกรายการทีวีไปทั่วประเทศ พอมาเป็นแบบนี้  อาต มานั่นเองกลายเป็นผู้หลอกลวงคนทั้งประเทศ ก่อนจะถูกไล่ได้โอนเข้าบัญชีให้ป้า ๒๐๐,๐๐๐บาท กำลังจะทอดผ้าป่าจ่ายค่าที่ดินอยู่แล้วเชียว  เขาไล่ออก ก็โชคดีที่ไม่ต้องใช้หนี้ 20ล้าน แต่ก็โชคร้ายไม่มีที่ซุกหัวนอน ย้ายอีกแล้ว อาตมาเป็นคนมีกรรมอยู่ที่ไหนเขาก็ไล่ ที่เขาไล่ก็เพราะเขามีโรคร้ายอยู่ในใจ คืออิจฉา และทำลาย ไม่มีใครผิด กรรมเป็ผู้กำหนด เราไปใช้หนีกรรม 

           หมายศาลให้ย้ายออกไปภายในวันที่30เมษา 2556 เป็นพระจะไปทะเลาะกับโยมมันก็บาป ก็เลยบอกว่าได้จ๊ะให้อยู่อาตมาก็อยู่ให้ไปอาตมาก็ไป อาตมาไม่มีสิทธิก็มันเป็นทรัพย์สินของโยม เราเกิดมาก็ไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ทำใจได้อยู่แล้ว และก็ไม่เคยคิดว่ามีอะไรเป็นของตัว ตอนนั้นรู้สึกกลัวคนมีศิลมีธรรม กลัวคนธรรมะธัมโมมาก ปากก็บอกว่าเป็นคนดีมีศีลมีธรรม แต่ใจคิดอะไรอยู่เราไม่รู้ หลุดออกมาเป็นไทย สบาย ใจ แต่สงสารลูกศิษย์ เสียศูนย์ไปเลยก็เยอะ บางคนก็เป็นโรคประสาทไปเลย ก็คิดเสียว่าใช้หนี้กรรมก็แล้วกัน คิดสู้กับชีวิตใหม่เราจะไม่ยอมแพ้ มีเงินอยู่50,000 กว่าบาทตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกที
    3

        วันที่ 2 เมษายน ปีพ.ศ.2557 ได้ซื้อที่20ไร่ 5 ล้านบาทผ่อนชำระ 5 ปี  สร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม อนุรักษ์มรดกไทย ที่อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ได้สร้างองค์พ่อปู่หมอชีวกโกมารภัจจ์หน้าตักกว้าง๑๐เมตรสูง๑๗เมตรเป็นหินทรายทั้งองค์   สร้างอาคารปฏิ บัติธรรมกว้าง16เมตร ยาว60เมตร ปลูกสวนสมุน ไพร คาดว่าต้องใช้เงินประมาณ50ล้านบาท งานเข้าเลยคราวนี้ เริ่มจากพื้นที่ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยเป็นศูนย์ ต้องก่อสร้างใหม่หมด หาเงินมาจ่ายให้ช่างที่เป็นลูกศิษย์เป็นผู้กอง เคยรับเหมา เป็นวิศวะกร เขาชอบนั่งสมาธิสวดมนต์ไหว้พระ เป็นคนดีเราก็เชื่อ งั้นโยมมีหน้าที่สร้างไปอาตมาจะหาเงินมาให้ มีเท่าไหร่ก็ทำเท่านั้น ไม่มีก็หยุดสร้างนะ ก็ไว้ใจกัน ส่วนตัวเขายากสร้างบุญ สร้างบารมี ใว้ในพระศาสนา   อาตมาก็บอกว่า๑๐ ล้าน สร้างสาธารณูปโภค มีอาคาร น้ำไฟพอจัดอบรมปฎิบัติธรรมได้ ทำได้ไหมเขาบอกว่าทำได้ งั้นลงมือทำ เราหาเงินมาได้โอนให้หมดผู้กองก็ทำไป เงินหมดก็โทรมาบอก ไลน์มาบอก ๑๘ เดือนผ่านไป ห้องนำ้ก็ไม่เสร็จสักห้อง อาคารที่พักก็ไม่เสร็จสักหลัง เสาไฟก็ไม่มีสักต้น ที่จะซุกหัวนอนก็ยังไม่มีเลย หมดเงินไป ๑๒ ล้านงานก็ไม่เดินเงินก็หมด ให้ส่งบัญชี ๓ เดือนทำบัญชีไม่เสร็จ   พอเสร็จเอามายื่นให้บอกว่าหลวงพ่อเป็นหนี้เขา ๑ ล้าน ๒ แสน งานเข้าอีกแล้วกูอยู่ดีๆกูเป็นหนี้ แปลกดี โดนคนดีคนมีศีลมีธรรมอีกแล้ว นี่แหละตะลุยเข้าดงกิเลส ก็ต้องเจ็บต้องช้ำ ถ้าไม่แน่จริงเสียคนไปเลย นี่เป็นเหตุผล อย่าไว้ใจคนมีศีลมีธรรม ใครเคยโดนแบบนี้ ก็มาเป็นเพื่อนกรรมด้วยกัน
    ปีพ.ศ.2557 มีโยมป้ามาชวนสร้างพระแม่กวนอิมหยกขาว ก็บอกว่าโยมดูซิที่จะซุกหัวนอนยังไม่มี พ่อปู่ก็ยังไม่เสร็จ อาคารปฏิบัติธรรมก็ไม่เสร็จสักหลัง จะให้เป็นหนี้อีกหรือ โยมก็บอกว่าท่านมหาไม่ต้องยุ่งอยู่เฉยๆ โยมป้าจัดให้ ก็ได้จ๊ะ ยังงั้นเอาในสระน้ำก็แล้วกัน วางศิลาฤกษ์ตอกเข็มทันที ผู้กองบอกว่า๕แสนกว่าๆตอกเข็มตั้งเสา เอาเลย งานบานปลายตอกเข็มเสร็จ ตั้งเสายังไม่ครบหมดเงินไปล้านกว่า มีเจ้าภาพ๖แสนกว่า เกินเป้าอีกแล้วกู รวบรวมเจ้าภาพสร้างพระแม่กวนอิมหยกขาวจากเมืองจีนได้ครบ ขนส่งมาประดิษฐานที่ศูนย์ปฏบัติธรรม ทำพิธีเบิกเนตรฉลองพระแม่กวนอิม เสร็จงาน มีบิลจัดงานเบิกเนตรมาอีก๔แสนกว่า อะไรวะเบิกเนตร๔แสนกว่า กูเป็นหนี้อีกแล้ว นี่แหละครับผลของการไม่บ่นไม่ด่าไม่ว่าใคร ใครจะอธิษฐานก็ต้องมีบทเรียนให้ทำใจ แล้วมันก็ผ่านไป

          ออกบูทไปตามงานต่างก็พอได้ แต่ก็ถูกพวกออแกนไนส์จัดงาน มาชวนให้ไปออกบูท รับเงินไปแล้วเลื่อนงาน เงินต้นก็ไม่คืน งานก็ไม่ได้ออก มีอยู่งานหนึ่งชื่อคุณตั้ม ขายบูทงานกาชาดสวนอัมพร ๑๒๐,๐๐๐ บอกว่าทำเลดีพอไปออกงานเอาเราไปฆ่า ให้พื้นที่นอกงาน ไม่มีคนเดินผ่านเลย ในงานคนเป็นหมื่น เสียเงินฟรี เก็บบูทกลับ ขาดทุนกว่าจะรู้เลห์กลของโลก ก็บอบช้ำเพราะความใจดี จึงได้ธรรมะมาว่า  โลกนี้คนดีคนมีศีลมีธรรมคือเหยื่อ ของคนมีกิเลส
    อีกคนหนึ่งชื่อ อิทธิ ภักตร์….มานำเสนอจะจัดงานทอดผ้าป่าใหญ่โต รู้จักคนนั้นคนนี้ให้เตรียมงานเอาจริงเอาจัง ทำหนังสือเชิญคนใหญ่คนโตเป็นประธาน ให้หลวงพ่ออย่างนั้นอย่างนี้ หลวงพ่อตอนนี้ผมขาดเงิน เดือดร้อนเงินขอยืมหลวงพ่อก่อน ทอดผ้าป่าเสร็จจะคืนให้หมด เราก็บอกว่าทุกบาททุกสตางค์เราได้มาด้วยพลังศรัทธาของชาวบ้านที่จะร่วมแรงร่วมใจจะสร้างพ่อปู่นะโยม โยมเห็นไหมกว่าจะได้มาสักร้อย สักพัน มันยากมันเหนื่อยสายตัวแทบขาด อาตมาต้องทำงานอย่างหนักกว่าจะได้มา  ผมรู้ผมเห็นผมเข้าใจถึงมาช่วยหลวงพ่อ เอาไปหลายงวดรวมแล้ว๑๖๐,๐๐๐บาท ถึงวันทอดผ้าป่าไม่มีใครมาสักคน แต่มีบริษัทหนึ่งโอนเงินมาทำบุญด้วย๑๐,๐๐๐บาท แล้วก็มีผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่งร่วมบุญมาอีก 3,000บาท  รวมงานใหญ่ของแกได้ ๑๓,๐๐๐บาท แต่เอาเงินของเราไปแสนหก กูถูกหลอกอีกแล้วคนนี้แสปหลายเรี่อง คนธรรมะธัมโมทั้งนั้น  จึงได้ธรรมะอีกว่าถ้าไม่เสียรู้ ไม่ถูกเอารัดเอาปรียบ ก็ยังไม่ฉลาด เราเข้ามาในดงของคนกิเลสมันสนุกดี ทำใจไม่ได้ก็บ้าเสียผู้เสียคนไปเลย มีเรื่องอีกเยอะแยะไม่ยากเล่าให้ฟัง ต้องมาคุยส่วนตัว แต่ที่เล่าให้ฟังนี่ไม่ใช่อะไรคนสมัยนี้เขาไม่กลัวเวรกรรม เขากลัวไม่มีเงินใช้ต่างหาก แล้วก็พระนี่แหละหลอกง่ายที่สุด มีพระที่โดนหลอกแบบนี้แยอะแยะ

    ปี พ.ศ. 2558 ได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิโพธิรังสี ตอกเส้น ๒๖๐๐ ปี และ ได้เปิดสาขา เพิ่มอีกหลาย สาขา เช่น ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครบางเขน ที่ค่ายทหารสุรนารี ที่ปากเกร็ด นนทบุรี ได้เปิดอบรม หลักสูตรเทคนิครวมศาสตร์ภูมิปัญญาโรคทางการแพทย์ทุกเดือน และ ยังได้อบรมตามโรงพยาบาล อบต. อบจ. วัด โรงเรียน มหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง จัดอบรมทั้งปี ได้อบรม ได้สอน ได้รักษา คนที่เจ็บป่วยเกินกว่า ๕๐๐,๐๐๐คน รวมเวลา๒ปีกว่าๆก็จ่ายค่าที่ดิน5ล้านบาทหมด และได้ทำการก่อสร้างพ่อปู่และอาคารปฏิบัติธรรมน่าจะเสร็จภายในปี2560

                      ศูนย์ปฏิบัติธรรมอนุรักษ์มรดกไทย มีวัตถุประสงค์
    ๑ เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ดูแลญาติผู้ป่วย ดูแลคนที่เรารัก และดูแลตัวเองอย่างยั่งยืน
    ๒ เพื่อเป็นศูนย์หล่อหลอม รวมความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาธร การแบ่งปันของคนในชาติ
    ๓ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนคนที่มีความรู้ความสามารถ แต่ด้อยโอกาสทางการศึกษา ให้มีอาชีพที่สุจริต
    ไม่ผิดศิลธรรม
    ๔ เพื่อเป็นศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตให้พออยู่ พอเพียง พอกิน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
    ๕ เพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาหมอพื้นบ้าน การตอกเส้น นวดจัดกระดูก การใช้สมุนไพร
    การใช้พลังจิตบำบัด ลดค่าใช้จ่าย ให้กับครอบครัว ให้กับชาติบ้านเมือง
    ๖ เพื่อพัฒนาคนในครอบครัวให้เป็นหมอ จะได้ดูแลครอบครัวตัวเองได้ และเอื้ออาธรต่อชุมชน
    ที่ตนอาศัย จะได้เป็นชุมชนพึ่งพาตัวเองได้
    ๗ เพื่อให้หาย ประหยัด ปลอดภัยใช้เวลาสั้น ไม่มีผลแทรกซ้อน ลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย และ
    ประหยัดค่าใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดิน

              ปัจจุบันทางศูนย์ปฏิบัติธรรมอนุรักษ์มรดกไทยได้เปิดทำการรักษาแบบผ่อนคลาย ๒ กลุ่ม
    กลุ่มที่๑ คือโรคปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดเอว ปวดข้อ ปวดเข่า หมอนรองกระดูกเสื่อม กระดูกคด กระดูกเคลื่อน ไหล่ติด นิ้วล็อก มือชา เท้าชา ไมเกรน หรือเคยประสบอุบัติเหตุมาก่อน หายได้หรือดี ขึ้นภายในเวลา๑๐-๑๕นาที ด้วยการตอกเส้น นวดจัดกระดูกโบราณ๒๖๐๐ปี เดือนละกว่า๕,๐๐๐คน
    กลุ่มที่๒ กลุ่มคนที่เป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน ธารัสซีเมีย ภูมิแพ้ ไทรอยเป็นพิษ โรคที่รักษาไม่หาย ให้กับ คนดี คนมีศิล มีศิล มีธรรม ด้วยการทำสมาธิผ่อนคลายบำบัดโรค ให้บรรเทาเบาคลายโดยไม่ต้องใช้ยา ได้ทำการ มีผู้เข้ารับการบำบัดก็หลายร้อยคน

    ในขณะที่มุ่งมั่นทำความดีถวายเป็นพุทธบูชา ถวายเป็นพระราชกุศล ก็ประสบปัญหาหลายอย่าง
    ๑ ได้สัมภาษได้สอบถามคนป่วย พบว่าป่วยกันมายาวนาน 5-10 ปี เป็นส่วนใหญ่เหมือนเราเลย ทำให้เรามองออกว่า ที่คนป่วยล้นโรงพยาบาล สาเหตุมาจากหมอรักษาไม่หาย ผูกขาดวิธีการรักษา ตามวิชาการที่เรียนมา หรือรักษาโรคไว้เพื่อทำการค้า ทำกำไร ปฎิเสธแพทย์ทางเลือก เป็นการผูกขาดการค้าบนความทุกข์ยากของคนที่เจ็บป่วย
    ๒ หมอพื้นบ้าน หมอโบราณถ่ายทอดความรู้แต่บรรพบุรุษมาหลายพันปี ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ แต่รักษาคนหายป่วยภายใน 3วัน7วัน ก็มีมาก แต่ผิดกฎหมาย ถูกเจ้าหน้าที่ไล่จับ หมอพื้นบ้านรักษาหายได้เร็วประหยัดกลับไม่มีการส่งเสริม หรือจะส่งเสริมแต่ก็ไม่มีความจริงใจ มีแต่ออกกฎหมายมาบีบบังคับให้ทำไม่ได้ แล้วก็ไล่จับให้ศูนย์พันธุ์ไป จะได้ผูกขาดค้าขายยาสบายใจ ไม่มีใครมาสัมประทานแข็งขัน
    ๓ เป็นเรื่องแปลกจากการสอบถามคนที่หายป่วยแบบประหยัดปลอดภัยกลับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านกันเอง ยาต้มยาหม้อ บีบนวด ตอกเส้น หมอปริญญาส่วนมากรักษาผู้ป่วยไม่หาย หรือจะหายก็แพงมหาโหดเอากันแบบ สิ้นเนื้อประดาตัวขายไร่ขายนา ขายบ้านกันเลย
    ๔ ให้หมอพื้นบ้านไปสอบ ให้มีใบประกอบโรคศิลป์ ที่เรียนก็ไม่ได้ใช้ ที่ใช้ก็ไม่สอน หมอปริญญาเป็นผู้ออกข้อสอบ ชาวบ้านมีความรู้อะไร เขียนข้อสอบ๑หน้า๑ชั่วโมง ก็เขียนไม่เสร็จ ทำไม่ไม่สอบความรู้ความสามารถที่เขามีอยู่
    ๕ หมอพื้นบ้านกระทรวงให้ออกใบประกอบโรคศิลป์ แต่มีระเบียบข้อห้ามมากมาย หนึ่งในนั้นต้องเป็นหมอในพื้นที่อย่างน้อย๒๐ปีแต่ในระหว่าง๒๐ปีทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรก็ถูกจับหาว่า ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ ก็เท่ากับว่าต้องหนีให้ได้๒๐ปี ถึงจะมาขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้าน เป็นที่ยอมรับได้
    ๖ ไปขอคำแนะนำทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฏหมายก็โยนกันไปโยนกันมา มีแต่ทำให้มันยาก แทนที่ว่าราชการ มีหน้าที่ส่งเสริมประชาชนกับเป็นว่าราชการมีหน้าที่ถ่วงความเจริญ ของประชาชน ไม่ช่วยก็ไม่ว่า แต่กลับมาซ้ำเติม ไปที่ไหนก็โอดครวญกันมา ความขัดแย้ง เต็มไปหมดสลดใจมาก คนป่วยก็รอเทวดามาโปรด บางทีก็รอจนตาย
    ๗ โยมที่อยู่ต่างประเทศจะเชิญไปสอนไปอบรม แต่ก็ขาดใบรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข คนต่างชาติจะเข้ามารักษา เขาขอดูการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข เราไม่มี จะทำให้ถูกต้องก็แสนยาก ไม่มีใครสนับสนุน
    ๘ การที่จะออกหน่วยไปช่วยเหลื่อผู้ที่เจ็บป่วยต่างจังหวัด ขอความร่วมมือกับหน่วยงานราชการ ก็ไม่ได้ ใช้สือประชาสัมพันธ์ทางราชการก็ไม่ได้ ติดกฎระเบียบ ผิดกฏหมาย ไม่มีใครรับรอง คนไทยป่วย คนไทยจะช่วยกันเองยังไม่ได้ ต้องรอเจ้าหน้าที่มาช่วยเท่านั้นที่จะทำได้
    ๙ อาตมาได้พบปะคนมากมาย ทำให้รู้ว่าคนที่มีความรู้ความสามารถมากมายแต่ด้อยโอกาศทางการศึกษา ไม่มีใบกระดาษรับรอง ทำให้คนเหล่านี้ขาดโอกาสที่จะช่วยเหลือชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง
    ๑๐ ทุกอย่างที่อาตมาได้คิดค้นขึ้นมาเป็นประโยชน์ต่อคนในชาติ ต่อคนทั้งโลก รักษาคนมาหลายแสน แต่ผิดกฏหมาย ไม่มีกฏหมายรองรับ ไม่มีใครช่วยรับรองผลงาน
    ฉะนั้นทำความดีมาเป็นหมื่นเป็นแสนถ้ามีคนร้องเรียนมาหรือกลั่นแกล้งที่ทำมาทั้งหมด ผลคือคุกตะรางเป็นที่รองรับ เหมือนดั่งพระที่ทำงานด้านนี้ต้องถูก จับสึกติดคุกไปหลายสิบองค์ บางรูปก็ต้องเลิก ต้องหนีไป หมอพื้นบ้านก็ถูกสาธารณสุข รบกวน ถูกฟ้อง ถูกจับภูมิปัญญาชาวบ้านประกอบอาชีพทำมาหากินไม่ได้ ส่วนใหญ่ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ หมอโรงพยาบาลมีใบประกอบโรคศิลป์รักษาไม่หาย รักษายืดยื้อเรื้อรัง รักษากันเป็นเดือน เป็นปี บางทีรักษาจนตาย ตายไปแล้วยังไม่มีเงินจ่ายค่าหมอ ศพออกโรงพยาบาลไม่ได้ ค่าใช้จ่ายแพงมากแต่ถูกต้องตามกฏหมาย แล้วหมอพื้นบ้านที่รักษาหายแต่ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ จะทำอย่างไรให้เขา เหล่านั้น ได้มีโอกาศช่วยเหลือเกื้อกูลคนในชาติ คนดีท้อแท้ในการทำความดี ทำดียุ่งยากมาก เป็นโจรเป็นโขมยเสียดีกว่า อยากจะพูดว่าทำถูกกฏหมายมันยาก ทำผิดกฏหมายง่ายเหลื่อเกิน เมื่อมันเป็นแบบนี้คนจึงล้นคุก คุกไม่มีที่จะอยู่แล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันทำไม่รัฐจึงไม่ส่งเสริมให้คน ทำให้ถูกต้องตามกฏหมาย ทำไมต้องออกกฏหมายให้มันผิด แล้วก็ไปตามจับ ปรับติดคุก แทนที่คนไหนมีความรู้ความสามารถ แต่มันไม่ถูกต้องเรียกเอามาหาวิธีการส่งเสริมให้ถูกต้องตามหลักการ กฏเกณฑ์ ตามความเป็นจริงเสีย คนในสังคมก็จะสงบสุขลดความเลื่อมล้ำ ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุข
    อาตมาก็เห็นปัญหาเหล่านี้รู้สึกสลดใจ หมอพื้นบ้านแพทย์แผนไทยต้องระเหร่ร่อนไปทำมาหากินในต่างประเทศ4-5 หมื่นคน ที่อยู่ในเมืองไทยก็ได้ค่าบำบัด 150บาท แบ่งครึ่งเจ้าของร้าน แบ่งครึ่งกับโรงพยาบาล ก็ได้ 60-70 บาท ไม่พออยู่พอกิน ถ้านวดเขาหายในครั้งเดียว ก็ตกงานไม่มีลูกค้า แถมถูกเจ้านายไล่ออกอีก
    อาตมาจึงต้องมาตั้งมูลนิธิขึ้น สร้างโรงเรียนการแพทย์พื้นบ้านขึ้น เพื่อรวบรวมภูมิปัญญาพื้นบ้านใว้ และจะได้ปรับปรุงให้ถูกต้องตามหลักสากล ถูกต้องตามกฏหมาย ก็เป็นงานที่หนักมาก เพราะคนไทยเก่งคนเดียวหวงความรู้ ไม่ยอมสอนหมด ปวดหัวปัญหามากมาย อยู่เมืองไทยทำดี ยากจน ติดคุกง่าย เรื่องเหล่านี้ค่อยมีโอกาสจะเล่าให้ฟัง เอาแค่นี้ก่อนนะ
                    ๓๐ พรรษาที่ต้องต่อสู่กับโรคร้ายและการสร้างบารมี
    ปี๒๙ พรรษา๑ วัดเกษมสุริยัมนาจ ต.บางเลนอ.บางเลน จ.นครปฐม
    ปี๓๐-๓๓พรรษา๒-๕ วัดโพธิงาม ต.สรรพยา จ.ชัยนาท ไปเรียนบาลีได้ปธ.๓
    ปี๓๔-๓๖พรรษา๖-๘ วัดท่าจันวิปัสสนา ต.พันลาน อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค ไปเรียนกัมมัฏฐาน
    ปี๓๗พรรษา๙ วัดดอยเกิง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ไปเรียนสมาธิหมุนกับพระอาจารย์รัตน์
    ปี๓๘-๓๙พรรษา๑๐-๑๑ ที่พลาญข่อย อ.สิรินทร จ.อุบลราชธานี ไปสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมกับพ่อครูบัญชา ตั้งวงษ์ชัย
    ปี๔๐พรรษา๑๒ วัดท่าเสด็จ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
    ปี๔๑พรรษา ๑๓ วัดเขาพระ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี
    ปี๔๒-๔๕พรรษา ๑๔-๑๖ ถ้ำไก่หล่น ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ่านพระไตรป
    ปี๔๖-๕๓พรรษา๑๗-๒๕ วัดเขาพุทธโคดม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ไปเรียนพระอภิธรรม
    ปี๕๔_๕๕พรรษา ๒๖-๒๗ วัดศรีวนาราม อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
    ปี๕๖พรรษา๒๘ ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมอนุรักษ์มรดกไทย อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี
    ปี๕๗-๕๙พรรษาที่๒๙-๓๐ ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมอนุรักษ์มรดกไทย อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี

    นี่แหละชีวิตอาตมาต้องระเหเร่ร่อนตามหาหมอรักษาโรคเพื่อจะรักษาตัวเองให้หาย หายแล้วคิดว่าจะได้ปฏิบัติธรรมอย่างมีความสุข ต้องมากลายเป็นพระหมอพเนจรทั้งที่ไม่เคยคิดยากจะเป็น ที่จะซุกหัวนอนก็ไม่มี อยู่ที่ไหนเขาก็ไล่ ย้ายไปย้ายมา ใครๆก็บอกว่าท่านได้บุญมาก นี่หรือคนมีบุญที่ต้องทำอะไรเพื่อผู้อื่นอย่างเดียว กับตัวเองต้องสมถนอนดึกกินน้อยนอนน้อย ชีวิตยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร จะติดคุกเพราะทำดีเกินหน้า ทำดีเกินหน้าที ทำดีที่ไม่มีกฏหมายรองรับ หรือจะได้รับรางวัลโนเบลก็ไม่รู้
                                               สีไพร ภิกขุ