มหัศจรรย์การตอกเส้น

ตอกเส้น ๒๖๐๐ปี
วิทยาศาสตร์การแพทย์แผนโบราณที่โลกลืม

มหัศจรรย์1

ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดเอว ปวดข้อ ปวดเข่า หมอนรองกระดูกเคลื่อน กระดูกทับเส้นประสาท หมอนรองกระดูกเสื่อม ไหล่ติด นิ้วล็อก มือชา เท้าชา คอบ่าไหล่ตึง
เคยประสบอุบัติเหตุ ไมเกรน

ตอกเส้น นวดจัดกระดูกผสมผสาน ๕-๑๕ นาทีก็ OK
พระมหาสีไพร อาภาธโร


คำนำ

     คนป่วยล้นโรงพยาบาล สาเหตุเพราะหมอรักษาไม่หาย ถ้าหมอรักษาผู้ป่วยให้หายภายในครั้งเดียว ยาก็จะขายไม่ได้ หมอก็ตกงาน เกือบทุกโรคการรักษามักจะยืดเยื้อเรื้อรัง หลายเดือนหลายปีจากอาการธรรมดาจนเป็นโรคเรื้อรัง เป็นการผูกขาดโดยวิธีการรักษา สร้างความยากจน สร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัวผู้ป่วย สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจบ้านเมืองและสังคม ทั้งที่ทางเลือกที่ดีกว่ามีมากมายกลับไม่ยอมรับ บางอย่างการรักษานั้นง่ายนิดเดียวแต่ถูกปฏิเสธจากแพทย์และหมอสมัยใหม่ ความรู้บางอย่างเราถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษหลายร้อยหลายพันปีโดยสายเลือด หรือที่เราเรียกกันว่า “หมอพื้นบ้าน” นั่นกลับถูกกล่าวหาว่าผิดหลักวิชาการ เขามีความสามารถ แบบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อชุมชนรักษาโรคง่ายมาก ชุมชนยอมรับนับถือแต่เขาเหล่านั้นไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ ไม่มีวุฒิการศึกษาใบปริญญา แต่เขารักษาคนป่วยหายได้ดีกว่าหมอสมัยใหม่ แต่กลับผิดกฎหมาย ความรู้ทางการแพทย์ จึงเป็นเหมือนกบที่ถูกเลี้ยงในกะลา เครื่องมือการแพทย์อันทันสมัย แต่รักษาไม่หาย ถึงวันนี้แล้วเราต้องพิสูจน์ความสามารถของพวกหมอพื้นบ้าน ให้โอกาสคนไทย ภูมิปัญญาไทยได้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลก เราขอนำเสนอทางเลือกทางหนึ่งที่ถูกใจ หาย ประหยัด ปลอดภัย ใช้เวลาสั้น แก้ปัญหาที่ต้นเหตุโดยไม่ต้องใช้ยาไม่ต้องผ่าตัดที่เราเรียกว่าพุทธศาสตร์การแพทย์แบบองค์รวม
จากประสบการณ์ความเจ็บป่วยมาตั้งแต่เด็ก ไปโรงพยาบาล พยาบาลวัดความดัน วัดปรอท นั่งรอพบหมอ เจอหมอ อ้าปากไฟฉายส่อง แหกตา เขียนใบสั่งยา เอายาไปทาน ๗ วัน ถ้าไม่ดีขึ้น มาหาหมอใหม่นะ ไปหาหมอ ก็กินแต่ยา เห็นหน้าหมอ เหม็นกลิ่นยา เบื่อการนอนเตียงที่ต้องมีสายน้ำเกลือ กินยาเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี โรงพยาบาลกลายเป็นห้างสรรพสินค้าของคนขี้โรค ที่ไม่มีทางเลือก ยิ่งเข้าโรงพยาบาลเรารู้สึกว่า “เราถูกปล้นทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิต ทรัพย์ก็หมด ญาติพี่น้องก็เบื่อ โรคก็เพิ่มขึ้น” ปวดหัว ปวดหลัง ตาพร่ามัว ท้องอืด อาหารไม่ย่อย กรดไหลย้อน ฉี่กระปริดกระปรอย อ่อนเพลีย โลหิตจาง เหนื่อยง่าย แพ้อาหาร เป็นลมพิษผื่นคัน หายใจติดขัด ขี้มูกไหล เข้าโรงพยาบาลถี่ขึ้นเราเบื่อชีวิตที่ไม่มีความหวัง รักษาแพทย์แผนปัจจุบัน ๓๐ กว่าปี ไม่หาย เราอยากหายโรค เราเชื่อมั่นหมอ เราเชื่อวิทยาศาสตร์ ๑๐๐% แต่ก็ล้มเหลว และอีกหลายคนที่เป็นเช่นนี้ ตั้งแต่อายุ ๑๕ ชอบทำสมาธิ เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ฝึกพลังจิต แสวงหาความหลุดพ้น แต่ความเจ็บป่วยกลับเป็นอุปสรรคของการทำสมาธิ ที่ทำได้แล้วก็เสื่อมไป ใจเป็นสุขในสมาธิ พอคลายสมาธิกายก็เป็นทุกข์
ตัดสินใจบวชพระ เมื่ออายุ ๒๐ เรียนวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทานยาแผนโบราณ ยาต้ม ยาลูกกลอน อีก ๑๐ กว่าปี กินยาก กินมาก ถ่ายแรง ราคาแพง ใช้เวลาหลายวัน แต่ก็กิน รวมแล้วทั้งยาปัจจุบัน ยาแผนโบราณ เรารู้สึกว่าเราถูกหลอก รักษาไม่หาย รักษาไม่ตรงเหตุ ยิ่งเราพยายามรักษาโรคก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
เราเห็นสัตว์ไม่มีโรงพยาบาล เราเห็นพระธุดงค์อยู่ตามป่าตามเขา อยู่กับธรรมชาติ สุขภาพเขาแข็งแรง เราจึงตั้งโจทย์ใหม่ว่า เราจะพยายามไม่ทานยา เราต้องหายโรค มันต้องมีวิธีที่ตรงกับเหตุ ในที่สุด ปี พ.ศ.๒๕๕๐ ก็ได้ค้นพบวิธีการรักษาโรค ที่ต้นเหตุ รักษาตัวเองหายหมดทุกโรค ด้วยสมาธิเคลื่อนไหวเพียง ๒๐ วันเท่านั้น ปัจจุบันไม่เจ็บไม่ป่วย เข้าไปสอนเข้าไปรักษาหมอในโรงพยาบาล เดินทางไปตามที่ต่าง ๆ รักษาผู้คนมากมายตลอด ๗ ปี เกินกว่า ๔๐๐,๐๐๐ คนอนาคตอีกไม่รู้เท่าไหร่

พระมหาสีไพร อาภาธโร


สารบัญ

บทที่ ๑ ทางเลือกใหม่ รักษาโรคโดยไม่ต้องใช้ยา
บทที่ ๒ มีความจำเป็นอย่างไร ที่จะต้องตอกเส้น
บทที่ ๓ สาเหตุของความเจ็บป่วย
บทที่ ๔ อุปกรณ์การตอกเส้น
บทที่ ๕ ท่าตอกเส้นด้วยตนเอง
บทที่ ๖ ตอกเส้นผ่อนคลาย
บทที่ ๗ ตอกแก้อาการ
บทที่ ๘ เส้นลมปราณ
บทที่ ๙ บริหารมือแขนของเรา
บทที่ ๑๐ ยาที่ธรรมชาติให้มา
บทที่ ๑๑ คุณธรรมและจริยธรรมของหมอตอกเส้น
บทที่ ๑๒ สัจจะและปณิธานของอาจารย์


บทที่  ๑    ทางเลือกใหม่ รักษาโรคโดยไม่ต้องใช้ยา

     ยามีทั้งคุณและโทษ มีผลแทรกซ้อนตามหลังโดยที่เราไม่รู้ กว่าจะรู้มันก็สายเกินไป เรามาเรียนรู้การรักษาโรคโดยไม่ต้องใช้ยากันเถิด ง่ายมาก ได้ผลเกินคาด รักษามาแล้วหลายแสนคน ช็อกวงการแพทย์โลกจะต้องย้อนยุค ย้อนกลับไปดูว่าคนในอดีต เขาทำกันอย่างไรถึงมีอายุยืนยาว
การตอกเส้นโบราณ ๒,๖๐๐ ปี เป็นวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่คนสมัยใหม่ คิดไม่ถึง “ เรื่องง่ายคนโง่ทำให้ยาก  เรื่องยากคนฉลาดทำให้ง่าย”  การตอกเส้นสามารถรักษาโรคที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง ส่วนมากวงการแพทย์ในปัจจุบันเรา เขาจะรักษาโรคที่ปลายเหตุ แล้วก็สร้างมูลค่าทำกำไรให้ได้มาก  บริษัทยาต่าง ๆ เป้าหมายก็เพื่อขายยาทำกำไรให้ได้มาก ๆ กับคนป่วย  เห็นคนป่วยเป็นทรัพยากร ที่ต้องกอบโกยทำกำไร ยาที่ให้เราทานก็เป็นยาบรรเทาอาการ หรือยาที่มีผลแทรกซ้อนทำให้เกิดโรคเพิ่มขึ้นตามมา ส่วนการรักษาที่ต้นเหตุนั้นหายเร็วเกินไป ส่วนมากครั้งเดียวหายหมอก็ตกงาน ขาดรายได้ ไม่สามารถทำเป็นอาชีพได้ ความวิบัติก็เกิดขึ้นกับคนป่วยและครอบครัว เศรษฐกิจของชาติ ในปัจจุบันนี้มนุษย์มีมากมายกว่า ๔,๐๐๐ ล้านคน ไม่ต้องกลัวว่าหมอจะตกงาน หมอรักษาคนวันละ ๕๐ คน เดือนหนึ่งก็ ๑,๕๐๐ คน ปีหนึ่งก็ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ คน คุณหมอก็ตายแล้ว คนเก่าก็ยังรักษาไม่หาย คนใหม่ก็เข้ามา หมอก็เครียด คนไข้ก็ด่าว่าสาปแช่ง หมอป่วยตายก่อนคนไข้ ฉะนั้น ทางออกของเรื่องนี้ก็คือ การมีเมตตาธรรมช่วยเหลือกัน สร้างบุญบารมี สร้างความดี สร้างคนให้พึ่งพาช่วยเหลือกันเองได้ ทำให้ผู้ที่เจ็บป่วยหายเร็วที่สุด พวกเขาเหล่านั้นจะได้มีรอยยิ้มมีความสุข ไปประกอบอาชีพทำมาหากินกันต่อไป
หลักสูตรนี้จะรักษาแบบองค์รวม วิธีการใด ๆ ก็ได้ที่รักษาให้หาย ประหยัด ปลอดภัย ใช้เวลาสั้น ทุกคนทำได้ ในส่วนนี้จะขอนำเสนอ วิธีการตอกเส้นบำบัดโรค ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดเอว ปวดข้อ ปวดเข่า หมอนรองกระดูกเสื่อม กระดูกทับเส้น กระดูกคด กระดูกเคลื่อน คอบ่าไหล่ตึง ไมเกรน เข่าเสื่อม รองช้ำเจ็บฝ่าเท้า คนเคยประสบอุบัติเหตุ กรดไหลย้อน โรคกระเพาะ แก๊สในลำไส้ ท้องผูก มือชา เท้าชา ที่ต้นเหตุ ที่ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก โรคเหล่านี้ตอกเส้นแก้ตรงต้นเหตุหายได้หรือดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
การตอกเส้นเป็นหลักสูตรที่ง่ายมาก เพียงแค่จำท่านั่ง ท่านอน ให้ถูกให้พอดี ตอกไปตามแนวได้เลย เพียงแต่อย่าตอกให้โดนกระดูก ถ้าโดนกระดูกแล้วจะเจ็บ เราต้องตอกเส้นตามแนวกล้ามเนื้อที่แข็งผิดปกติ เมื่อตอกกล้ามเนื้อที่แข็งแล้ว จะไปบังคับเอ็นกับกระดูกให้กลับเข้าที่ เลือดลมก็จะไหลเวียนสะดวก เลือดที่เสียก็จะไหลออกไป ผ่านขบวนการฟอกเอาของเสีย ออกไปทางปอด ตับ ไต ร่างกายก็จะแข็งแรง โรคต่างๆจะหายไปเองโดยที่ไม่ต้องทานยาใดๆเลย

ความโดดเด่นของการตอกเส้น

1.  การตอกเส้นลดเวลาการนวดแบบแผนไทยให้สั้นลงจาก ๑ชั่วโมง ก็จะเหลือ5-15นาที
2.  แพทย์แผนจีนฝังเข็ม๑๐ครั้ง ตอกเส้นครั้งเดียว ได้ผลเป็นที่อัศจรรย์ แทนการฝังเข็มได้เลย
3.  การตอกเส้นแทนการจัดกระดูกแบบไคโรแพรกติก ได้อย่างยอดเยี่ยม
4.  การตอกเส้นลดการใช้ยาได้  และทดแทนการผ่าตัดได้อย่างมั่นใจ
5.  การตอกเส้นสามารถแก้อาการที่ต้นเหตุของโรค
6.  การตอกเส้นเป็นกิจกรรมสานใยรัก ความรัก ความเข้าใจ ความอบอุ่นให้กับครอบครัว
7.  การตอกเส้นเป็นกิจกรรม ที่ชุมชนดูแลสุขภาพตนเองได้ เป็นการประสานรอยร้าวในสังคม
8.  การตอกเส้นทำให้ลดค่าใช้จ่ายจากการที่ต้องผ่าตัดลง
9.  การตอกเส้นเป็นทางเลือกของมหาชนที่รอคอย  และก็เป็นคำตอบของการแพทย์แผนอนาคต หาย     ประหยัด ปลอดภัย ใช้เวลาสั้น ไม่มีผลแทรกซ้อน
10.  การตอกเส้นเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดแบบองค์รวม ถ้าเราตอกเส้น นวดจัดกระดูกผสมผสาน  ใช้สมุนไพร และการแพทย์พื้นบ้านเข้าด้วยกัน แล้วมันจะเป็นสิ่งที่อัศจรรย์  เป็นคำตอบให้กับแพทย์แผนอนาคตได้เป็นอย่างดี

บทที่  ๒   สาเหตุของความเจ็บป่วย

การเจ็บป่วยของคนเรานั้นมากมายหลายสาเหตุ แต่ในที่นี้ จะกล่าวไว้เป็นบางเรื่องได้แก่

๑. สาเหตุมาจาก กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นประสาท ผิดปกติ ประชากรเฉลี่ย ๓๐-๕๐% มีอาการเจ็บป่วย เช่น ตาต้อ, ตาเอียง ,สายตาสั้น, ไมเกรน, เวียนหัว, หายใจขัด, ผมร่วง, เจ็บหน้าอก, ปวดกล้ามเนื้อ, ท้องอืด, ปวดขา, เป็นตะคริว,ปวดหลัง ,ปวดเอว,ชาปลายมือปลายเท้า และ อื่น ๆ มากมาย  สาเหตุก็มาจาก กระดูกเคลื่อน เส้นตึง เส้นจม กล้ามเนื้อแข็ง อันเป็นสาเหตุทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวกมหัศจรรย์2

๒. อาหารที่เราทานนั้นส่วนมากจะเป็นผักผลไม้ขี้โรค อ่อนแอ ไม่มีภูมิต้านทาน ต้องใส่ปุ๋ย ใส่ยา ใส่ สารเคมี ใส่ยาฆ่าแมลง สารพิษตกค้าง สารพิษส่วนมาก มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไตวาย เลือดหนืด เลือดเหนียว เลือดข้น โลหิตจาง เรียกว่าอาหารเป็นพิษ

๓.  อาหารที่เข้าสู่ขบวนการวิทยาศาสตร์มากเกินไป เช่น การเติมกลิ่น เติมสี เติมรส ใส่กรด ใส่ด่าง ใส่สารฟอกสี ใส่สารกันบูด รสชาติถูกปากถูกใจ ล้วนเป็นอาหารที่ตายแล้ว แทบจะไม่มีพลังชีวิต สารเคมีเหล่านี้เมื่อสะสมในร่างกายมาก ๆ ก็จะกลายเป็นมะเร็ง เนื้องอก ซีด ร่างกายแปรปรวน ตายก่อนตาย ตายผ่อนส่ง

๔. สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ บ้านสกปรก ไม่ถูกกับคนข้างบ้าน สังคมเสื่อมโทรม ครอบครัวแตกแยก ความคิดเห็นแตกต่างกัน ในสังคมที่อยู่รวมกันมาก ก็จะมีกฎระเบียบข้อบังคับ การขัดแย้ง การฟ้องร้องการเรียกร้องสิทธิ ที่สุดก็เป็นความไม่ชอบใจ แล้วพัฒนาเป็นการว่าร้าย ใส่ร้าย ให้ร้าย อาฆาตยายบาทเกลียดชัง อยู่กันอย่างหวาดระแวง เป็นที่สุด

๕. จิตใจที่มีความเครียด วิตกกังวล ฟุ้งซ่าน ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ทำให้คลื่นสมองสับสน  ทำให้ ต่อมใต้หมวกไตหลั่งสารอะดรีนาลีน สารสเตียรอยด์ออกมามาก มีผลทำให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นประสาท ตึงมากขึ้น ความดันโลหิตก็จะผิดปกติ ฉะนั้นความเจ็บป่วยก็จะตามมา

อาการที่ป่วยก็มี ๒ สาเหตุ คือ ขาดกับเกิน
ที่ขาด ก็คือ กระดูกไปกดทับเส้นประสาท กล้ามเนื้อแข็งผิดปกติ เส้นประสาทตึง พังพืดเกาะติดบีบรัด เส้นเลือด หรือ เส้นประสาท ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก
ที่เกิน ก็คือ อาหารหรือยาที่เราบริโภคเข้าไป มากจนเกินความต้องการของร่างกาย ของดีก็จะเป็นส่วนเกินที่ร่างกายที่ไม่ต้องการ หรือร่างกายสะสมสารพิษสารเคมีไว้มากเกินไป จนร่างกายรับไม่ไหว ขยะส่วนเกินที่ร่างกายไม่ต้องการนี่แหละจะเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของเชื้อโรค

บทที่ ๓ มีความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องตอกเส้น

ถ้าไม่มีความผิดปกติตามนี้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตอกเส้น เรามาเช็คตามอาการกันว่า ส่วนไหนของร่างกาย ที่มีปัญหา เมื่อพบปัญหาแล้วทำการตอกเส้นหรือนวดคลายเส้นให้ตรงกับจุดและต้นเหตุที่เป็นก็จะหายจากอาการที่เป็น ไม่ต้องทานยา ไม่ต้องผ่าตัด

การตรวจร่างกายและการวินิจฉัย

๑.  กระดูกคอเคลื่อน ให้สังเกตตามนี้ หันคอไปทางซ้ายวางค้างไว้ตรงบ่าซ้าย  หันคอไปทางขวาวางคางไว้ตรงบ่าขวา สังเกตความตึงของกล้ามเนื้อคอ ตึงเท่ากันหรือไม่ องศาของการหันซ้ายขวาเท่ากันหรือไม่ แล้วก้มคางลงติดหน้าอกได้หรือไม่    เราจะสังเกตว่า คอข้างที่ตึงกว่าจะมีอาการปวดเบ้าตา ตาเอียง หูได้ยินไม่เท่ากัน ฟันจะโยกคลอนปวดหัวข้างที่ตึง บางที่จะปวดหัวแบบเสียว ที่เรียกว่าเป็นไมเกรน อาการทั้งหมดนี้เกิดจากภาวะกระดูกคอเคลื่อน

ให้จัดกระดูกคอให้ตรง ตอกเส้น หรือนวดคลายเส้นมหัศจรรย์3

มหัศจรรย์4

๒. สะบักไหล่จม ให้สังเกตว่า เอามือซ้ายวาดไปแตะไหล่ขวาข้างหลัง  แล้วเอามือขวาไปล็อกมือซ้ายไว้ ลองดูว่าถึงไหม  แล้วเอามือขวาวาดไปแตะไหล่ซ้าย  เอามือซ้ายไปล็อกมือขวา ถ้าข้างไหนไม่ถึง อย่างนี้เรียกว่าสะบักไหล่จม ก็จะมีอาการปวดหัวไหล่ ยกแขนไม่ขึ้น  ชาปลายมือ  เป็นความดันโลหิตสูง  บางรายจะเป็นนิ้วล็อก

เพียงเราแค่ตอกเส้นนวดคลายเส้น กายบริหารทำให้มือแตะไหล่ได้ทั้งสองข้าง สะบักไหล่จมก็หายหมดแล้วมหัศจรรย์5๓. ยืนขึ้นตรง ๆ เท้าแยกกันพอสมควรยกแขนขึ้น ชูตรง ๆ ให้ติดใบหูทั้งสองข้าง ถ้าไม่ติดแสดงว่าเส้นติดใต้รักแร้ก็จะมีอาการยกแขนไม่ขึ้น บางครั้งจะมีอาการปวดสะบักไหล่

ใช้การตอกเส้นคลายกล้ามเนื้อใต้ปีกไหล่มหัศจรรย์6มหัศจรรย์7

๔. ยืนขึ้นตรง ๆ แล้วก้มลงปลายนิ้วมือแตะถึงพื้น ถ้าไม่ถึงพื้น หลังตึง หน้าท้องตึง ก็จะมีอาการเป็นโรคท้องอืด ท้องเฟ้อ โรคกระเพาะ กรดไหลย้อน ฉี่กระปริดกระปรอย นอนไม่หลับ ปวดหลังเรื้อรัง

อาการของโรคเหล่านี้เพียงแค่ตอกเส้น ก้มหลังลงปลายมือแตะถึงพื้นได้ก็หายหมดแล้วมหัศจรรย์9๕. ยื่นแขนออกไปตรง ๆ ข้างหน้า เอามือขวาไว้บนมือซ้าย มือซ้ายอยู่ล่าง หลังมือชนกัน แล้วพลิกฝ่ามือเข้าหากัน แล้วม้วนเข้าหาตัว ถ้าม้วนเข้าไม่ได้รู้สึกเจ็บข้อศอก หรือเจ็บข้อมือ แสดงว่าเส้นตรงนั้นพลิก หรือเส้นติด ก็จะทำให้เกิดความดันโลหิตสูง แล้วลองสลับข้างกัน เราก็จะรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงนี้เอง

มาตอกเส้นคลายกล้ามเนื้อ หรือจัดกระดูกข้อศอกให้เข้าที่มหัศจรรย์10มหัศจรรย์11.png๖. นั่งยอง ๆ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบไม่ได้ แสดงว่าเส้นหน้าขาตึง กล้ามเนื้อบีบรัดเส้นเลือดหรือเส้นประสาท เส้นเลือดไหลเวียนไม่สะดวก ทำให้ปวดหัวเข่า เข่าเสื่อม ปวดโคนขา

ตอกเส้น สัก ๕ นาทีก็นั่งได้มหัศจรรย์12มหัศจรรย์13

๗.  นั่งคุกเข่าไม่ได้  ตึงหน้าขามาก จะเป็นเข่าเสื่อม  ปวดหัวเข่า
มาตอกเส้น จัดกระดูกหัวเข่า เหยียบเส้นน่องก็นั่งคุกเข่าได้แล้วมหัศจรรย์14๘. นั่งคุกเข่าแยกฝ่าเท้าออก แล้วหย่อนก้นลงแตะพื้น ถ้าทำไม่ได้ จะเป็นโรคปวดหลัง หมอนรองกระดูกเคลื่อน เป็นโรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท และจะเป็นสาเหตุให้กระดูกผุ กระดูกพรุน กระดูกบาง

อาการเหล่านี้ตอกเส้นหลัง จัดกระดูกหลัง ก็นั่งได้แล้วมหัศจรรย์15๙. นั่งคุกเข่าก้นแตะถึงพื้นแล้วเอนลงนอนให้หลังแตะพื้น ถ้าแตะพื้นไม่ได้ มักจะเป็นโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน กระดูกคด หรือกระดูกทับเส้นประสาท ถ้านอนลงไปได้หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกก็จะกลับเข้าที่ อาการปวดหลังก็จะหายไป ถ้านอนลงในท่านี้ไม่ได้ก็ต้องมาตอกเส้นหลัง เส้นสะโพก และเส้นขา สัก ๒-๓ ครั้งก็นอนได้อย่างนี้มหัศจรรย์16

มหัศจรรย์17

๑๐. นั่งเหยียดเท้าออกไปก้มลงปลายมือแตะปลายเท้า ถ้าแตะปลายเท้าไม่ได้ เส้นหลังแข็ง ภายในช่องท้องปั่นป่วน เช่น ลมในท้อง เสียดท้อง แน่นท้อง ร้อนหน้าท้อง ฉี่กระปริบดกระปรอย

ตอกเส้นหลังให้คลายตัวก็ก้มลงถึงปลายเท้าได้แล้วมหัศจรรย์18มหัศจรรย์20

 

๑๑.  นั่งเหยียดเท้าออกไป มือประสานท้ายทอยแล้วก้มลง ให้ข้อศอกแตะหัวเข่า  ถ้าแตะไม่ได้จะปวดหลังหายใจไม่คล่อง  เหนื่อยง่าย  สาเหตุมาจากกระดูกหลังโก่ง

ใช้ตอกเส้นจัดกระดูกหลังให้กลับเข้าที่มหัศจรรย์21

๑๒.  ท่านั่งฤษีชมจันทร์ ยกเท้าขวามาไขว้เท้าซ้าย  ปลายฝ่าเท้าแตะพื้นทั้งสองข้าง  แล้วสลับข้างกัน ยกฝ่าเท้าซ้ายมาไขว่เท้าขวา ปลายฝ่าเท้าแตะพื้น  ถ้าเข่าลอย ปลายฝ่าเท้าแตะไม่ถึงพื้น  แสดงว่าเอ็นที่ห่อหุ้มสลักเพชรเคลื่อน ก็จะทำให้ปวดสะโพก ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน

ใช้การจัดกระดูกสะโพกให้เข้าที่มหัศจรรย์22๑๓. นั่งขัดสมาธิยกเท้าแนบใบหน้าไม่ได้ แสดงว่าขาโก่ง ขาคด ต่อไปก็จะปวดเข่า เข่าบวม มหัศจรรย์23

อาการเหล่านี้ยกเท้าขึ้นมาจูบให้ได้ หรือเอาเท้ามาพาดต้นคอได้ โรคปวดเข่า เข่าเสื่อมก็จะหายไป ถ้าทำไม่ได้ก็จะเป็นโรคปวดเข่า ปวดขาแน่นอน

๑๔. นั่งขัดสมาธิเท้าขวาทับเท้าซ้ายไม่ได้ หรือนั่งพับเพียบไม่ได้ แสดงว่าเส้นสะโพกจม เข่าเสื่อม เอ็นที่ห่อหุ้มสลักเพชรเคลื่อน มหัศจรรย์24

มาตอกเส้นขา จัดกระดูกสะโพก มาเหยียบเส้นน่อง ก็นั่งได้แล้ว ถ้านั่งแล้วหัวเข่าลอยอันตรายมาก วันนี้ยังแค่นี้ วันข้างหน้าจะแค่ไหน (อัมพฤกษ์หรืออัมพาต)

๑๕. นั่งท่าผีเสื้อกระพือปีกไม่ได้ คือนั่งเหยียดขาออกไป แล้วดึงฝ่าเท้าทั้งสองเข้าหาตัวให้มากที่สุด แล้วเขย่าหัวเข่า ถ้าหัวเข่าลอยเกินกว่าคืบ เป็นอันตรายมาก จะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต คนปกติเข่าทั้งสองข้างต้องแตะถึงพื้น แล้วก็ก้มหน้าลงจูบฝ่าเท้าได้สบาย นั่นแหละคือคนปกติ ถ้าทำท่านี้ไม่ได้ ต้องตอกเส้นหลัง มหัศจรรย์25

ตอกเส้นกระเบนเหน็บ ยืดกระดูกหลัง ก็ก้มหลังลงได้แล้ว

๑๗. นอนหงายเหยียดขาตรง ยกขาซ้ายขึ้นให้ตั้งฉาก ยกขาขวาขึ้นให้ตั้งฉากสลับข้างกัน ถ้าไม่ตั้งฉากเอ็นที่หุ้มสลักเพชรเคลื่อน เส้นประสาทช่วงสะโพกตึงติดขัด มีปัญหาช่วงหน้าท้องใต้สะดือ ฉี่กระปริดกระปรอย ประจำเดือนมีมาบ้างไม่มาบ้าง ไตเสื่อมมหัศจรรย์26

แก้ด้วยการตอกเส้นหน้าขา เหยียบเส้นโคนขา ใครขาไม่ตั้งฉากต้องแก้โดยด่วนอย่าปล่อยทิ้งไว้ ถ้าปล่อยทิ้งไว้อีกหลาย ๑๐ โรคจะตามมา

๑๘. นอนคว่ำ ใบหน้าขวาแนบกับพื้น ดูไหล่ขวาลอยหรือไม่ ใบหน้าซ้ายแนบพื้น ดูว่าไหล่ซ้ายลอยหรือไม่ ถ้าหัวไหล่ลอย จะลอยหรือไม่ลอย เอามือสอดใต้ปีกไหล่ดู ถ้ามือลอดได้ แสดงว่าสะบักไหล่ทรุด ปีกไหล่มีปัญหา ก็จะเป็นต้นเหตุทำให้มือชา ปวดสะบักไหล่มหัศจรรย์27

ต้องตอกเส้นสะบักไหล่ จัดกระดูกสะบักไหล่ และจัดกระดูกหลัง

๑๙.  คลำดูซี่โครงหน้าอกทั้งสองข้างสูงต่ำเท่ากันหรือไม่  ถ้าไม่เท่ากัน กำลังจะเป็นโรคหัวใจแล้ว แต่ถ้ากล้ามเนื้อหน้าอกข้างใดข้างหนึ่งแฟบลง หัวใจหรือเยื้อหุ้มหัวใจอ่อนแอมหัศจรรย์28มหัศจรรย์29

ต้องมากัวซามาคลายกล้ามเนื้อหน้าอก ตอกเส้นไหปลาร้า อาการก็จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โอกาสหายแน่นอน

๒๐. เมื่อเรานอนคว่ำหน้าลง ให้ดูว่าหลังสูงต่ำเท่ากันหรือไม่ ถ้าหลังโก่งจะเป็นโรคภูมิแพ้ โลหิตจาง ง่วงนอนง่าย หายใจไม่เต็มอิ่ม ถ้าร่องหลังยุบจะเป็นโรคกรดไหลย้อน ทานอาหารไม่ย่อย ถ้ากล้ามเนื้อสองข้างแข็ง ไม่เท่ากัน หรืออุณหภูมิเย็นร้อนไม่เท่ากัน โรคภายในช่องทองปั่นป่วน มีลมในลำไส้ขับถ่ายผิดปกติ อาการเหล่านี้มาตอกเส้นหลังให้ผ่อนคลายจัดกระดูกหลังให้เข้าที่ก็จะดีขึ้นมหัศจรรย์30๒๑. ขาโก่งให้ยืนขาตรง ถ้ายืนแล้วขาไม่ชิดติดกันขาจะโก่ง พอนานวันเข้าขาจะแบะ และปวดขารุนแรงมหัศจรรย์31ทั้งหมด ๒๑ อย่างนี้ เป็นอาการที่เราพบเห็นในคนทั่วไป เกือบจะทุกคนด้วยซ้ำไป อาการเหล่านี้แก้ไขได้ง่ายมาก สำหรับภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่มันเป็นเรื่องหน้าเศร้ามาก ที่หมอสมัยใหม่ ไม่รู้จักวิธีการรักษา กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ค่อยสนใจ ไม่ให้ความสำคัญ กับภูมิปัญญาชาวบ้าน แถมยังได้รับการดูถูกดูแคลนจากหมอสมัยใหม่ เจ้าหน้าที่รัฐก็คอยแต่จะรังแกไล่จับหมอพื้นบ้าน โดยอ้างว่าไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ แต่คุณหมอที่เรียนจบมารักษาไม่หาย รักษายืดเยื้อเรื้อรัง รักษากันเป็นเดือน เป็นปี บางที่สามปี ห้าปี บางทีก็ผ่าตัด หลายคนก็ต้องพิการไปตลอดชีวิต บางคนรักษากันจนตาย นี่คือการรักษาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ถูกหลักวิชาการ แต่มันไม่หาย สรุปว่าถ้ารักษาเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปีไม่หาย เสียเงิน เสียเวลา เสียความรู้สึก เสียหายทางเศรษฐกิจ นี่คือการหลอกลวงที่ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วก็กฎหมายก็เขียนตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๕ ชาวบ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้เลย แต่ภูมิปัญญาชาว บ้าน รักษากันมาตั้งหลายพันปีแค่๕นาที ๑๐นาที เท่านั้นเอง รักษาหาย เขียนตำราอ้างอิงหาเหตุผลไม่เป็น ภาษาครอบจักรวาล ชาวบ้านไม่ได้เรียนวิชาภาษาหมอ หมอพื้นบ้านจึงถูกหมอปริญญาตราหน้าว่า ไสยศาสตร์ หลอก ลวงประชาชน แล้วถ้าใครรักษาหายผู้นั้นควรที่จะได้รับการส่งเสริมให้ถูกต้องตามกฎหมายใช่หรือไม่ อาการทั้งหมดนี้ เพียงแค่มา ตอกเส้น นวดจัดกระดูก แค่ ๕หรือ๑๐นาทีแก้ได้แน่นอน เรามาพิสูจน์ความจริงกัน แต่ก่อนที่จะตอกเส้นต้องรู้ ว่าใครที่ไม่สมควรตอกเส้น

ข้อห้ามในการตอกเส้น

๑. คนที่มีความดันโลหิตสูงเกินกว่า ๒๐๐ และมีอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ถ้าเราตอกเส้นไปเลือดจะไหลแรง เส้นเลือดอาจแตกได้ เมตตาสงสารของเรา ๒. คนที่เป็นมะเร็ง ห้ามตอกเส้นเพราะอาจจะเป็นสาเหตุให้เชื้อแพร่อย่างรวดเร็ว อาจจะตายเร็วขึ้น เราอาจจะเป็นการฆาตกรรมก็ได้ ดีที่สุดของคนที่เป็นมะเร็งคือ สอนให้ทำสมาธิผ่อนคลาย ถ้าทำสมาธิได้ เราก็เสริมการนวดด้วยผ้าขาวม้า นวดผ่อนคลายได้
๓. คนที่เป็นเบาหวานอย่างรุนแรง จับตรงไหนก็เจ็บ ผิวหนังเปื่อยยุ่ย ตอกไปก็มีอาการฟกช้ำดำเขียว เป็นธรรมดา เพราะอาการฟกช้ำดำเขียว เกิดจากการทานยาเบาหวาน ต่อเนื่องมานาน การทานยาเบาหวานมีผลทำให้เส้นเลือดฝอยเปราะบางแตกง่าย พอเราไปจับ ไปตอก เส้นเลือดฝอยก็แตก ๔. คนที่ไม่มีความศรัทธาเชื่อมั่น ในวิธีการตอกเส้น ห้ามตอกรักษา ให้เขาดูไปก่อน ให้คนที่มีศรัทธาตอกก่อน คนไม่มีศรัทธา ควรเป็นคนสุดท้าย หรือท่าจะตอกก็ควรตอกให้อาการเดียว เช่นตอกขาข้างเดียว แขนข้างเดียว รักษาอาการเดียว
๕. คนหัวหมอ คนเรื่องมาก คนกลัวเจ็บ คนชอบเอะอะโวยวาย อย่ามัวเสียเวลากับคนเหล่านี้ ยังมีคนดีคนมีบุญที่รอคอยเรายังมีอีกมาก จงข้ามไปก่อน
๖.หลังจากตอกเส้นแล้วไม่ควรทานน้ำเย็น

บทที่  ๔  อนาโตมี

การเรียนรู้สรีระร่างกายของตัวเราเองนั้นสำคัญมาก ในพระพุทธศาสนาสอนเรื่องตัวเราเอง อย่างชัดเจนในสติปัฏฐานสูตร ในหมวดกายานุปัสสนาเรามาทำความเข้าใจร่างกายนี้พอสังเขป

ในพระพุทธศาสนาบอกว่ากระดูกมี ๓๐๐ ชิ้น ตอนเราเรียนหนังสือครูบอกว่ากระดูกของคนเรามี ๒๐๖ ชิ้น ที่จริงแล้วตอนเป็นเด็กทารกเรามีกระดูก ๓๐๐ชิ้น ทารกมีกระดูกมากกว่าคนเจริญวัยถึง ๙๔ ชิ้น แล้วเจ้ากระดูก ๙๔ ชิ้นนี้มันหายไปไหน

โครงกระดูกมนุษย์ ประกอบไปด้วยกระดูกชิ้นต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยโครงสร้างของข้อต่อ เอ็น กล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน และอวัยวะต่างๆ กระดูกในมนุษย์ผู้ใหญ่มีประมาณ  ๒๐๖  ชิ้น และคิดเป็นประมาณ ๒๐ % ของน้ำหนักร่างกาย อย่างไรก็ดี จำนวนของกระดูกอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ทารกแรกเกิดจะมีกระดูกจำนวนประมาณ ๓๐๐ชิ้น

จากกระดูก ๓๐๐ ชิ้น  ทำไมเหลือ ๒๐๖ ชิ้น คือเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่  จริงๆ แล้วกระดูก ๙๔ ชิ้นที่เราคิดว่าหายไป มันไม่ได้หายไปไหนหรอกเพียงแต่มันรวมตัวกันกับกระดูกชิ้นที่อยู่ใกล้กัน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงในแต่ละส่วนเพื่อรองรับร่างกายและน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้ถูกกำหนดมาด้วยความชาญฉลาดจากธรรมชาติและวิวัฒนาการที่ยาวนานมหัศจรรย์32

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากการรวมตัวกันของกระดูกระหว่างการเจริญเติบโต เช่น ส่วนกระเบนเหน็บ ซึ่งเดิมมี ๘ ชิ้น แต่จะเชื่อมรวมกันเป็นชิ้นเดียว และจะต่อกับกระดูกเชิงกราน (ซึ่งได้ชื่อนี้เนื่องจากอยู่ตรงบริเวณที่เหน็บชายกระเบนเวลานุ่งโจงกระเบนของคนในโบราณ) และส่วนก้นกบของกระดูกสันหลัง นอกจากนี้ในทารกแรกเกิดยังมีโครงสร้างของกระดูกอ่อนอยู่มาก เพื่อให้มีการสร้างโครงสร้างของกระดูกระหว่างการเจริญเติบโต และจะมีการพัฒนาไปเป็นกระดูกทั้งหมดโดยสมบูรณ์เมื่อคนเราอายุประมาณ ๒๐-๒๕ ปี คือสิ้นสุดช่วงของวัยรุ่นนั่นเอง ทำให้มีกระดูกเหลืออยู่ทั้งหมด ๒๐๖ ชิ้น เป็นกระดูกที่แข็งและอยู่อย่างถาวร แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะผู้ใหญ่บางคนอาจมีกระดูกสันหลังเกินมาหนึ่งชิ้น หรือกระดูกซี่โครงเกินมาหนึ่งคู่ก็เป็นได้ครับ

การรวมตัวกันของกระดูก คือ การประกอบเข้าด้วยกันเป็นโครงกระดูกด้วยเอ็นและกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นในกระดูกโคนลิ้น (Hyoid bone) ซึ่งเป็นกระดูกที่ไม่ติดต่อกับกระดูกชิ้นอื่นๆโดยตรง แต่จะยึดไว้ในบริเวณส่วนบนของคอหอยด้วยเอ็นและกล้ามเนื้อ

กระดูกคนมี ๒๐๖ ชิ้น  ทำหน้าที่เป็นแกนค้ำจุนให้ร่างกายอยู่ในตำแหน่งและลักษณะที่เหมาะสม ช่วยในการเคลื่อนที่โดยเป็นที่ยึดของกล้ามเนื้อลาย ช่วยป้องกันอวัยวะภายในที่สำคัญ เพื่อไม่ให้ได้รับอันตราย ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงและเป็นแหล่งสะสมแคลเซียมของร่างกาย กระดูกสันหลังเป็นกระดูกที่มีรูปร่างไม่เหมือนกับกระดูกอื่นๆ ประกอบด้วยกระดูกชิ้นเล็กๆ เชื่อมต่อกัน กระดูกแต่ละข้อเชื่อมต่อกันด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อที่เชื่อมต่อกัน จะมีแผ่นกระดูกอ่อนซึ่งเรียกว่าหมอนรองกระดูกรองรับอยู่ ช่วยเชื่อมให้กระดูกสันหลังแต่ละข้อติดกันและช่วยป้องกันการเสียดสีขณะกระดูกสันหลังเคลื่อนไหว กระดูกซี่โครงทั้ง ๑๒ คู่จะเชื่อม อยู่กระดูกสันหลังตอนอกและกระดูกหน้าอกโดยมีกระดูกอ่อนเป็นตัวเชื่อม กระดูกซี่โครงคู่ที่ ๑๑ และ ๑๒ เป็นกระดูกซี่โครงซี่สั้นๆ ไม่เชื่อมอยู่กับกระดูกอกและไม่มีกระดูกอ่อนเรียกว่า กระดูกซี่โครงลอย ที่กระดูกซี่โครงมีกล้ามเนื้อ ๒ ชุด  คือ กล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงด้านนอก และกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงด้านใน  เมื่อกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงด้านนอกหดตัวจะยกกระดูกซี่โครงขึ้นทำให้ช่องอกกว้างขึ้นเกิดการหายใจเข้าและเมื่อกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงด้านนอกคลายตัวและกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงด้านในหดตัวก็ทำให้ช่องอกแคบเข้าเกิดการหายใจออก

จำนวนของกระดูกทั้งหมดในร่างกาย หมายถึง กระดูกในผู้ใหญ่ที่เจริญเต็มที่แล้ว มีทั้งสิ้น  ๒๐๖  ชิ้น  โดยแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้

๑. กระดูกแกนกลาง มีทั้งหมด ๘๐ ชิ้น ประกอบด้วย

มหัศจรรย์33

คือ
๑.๑  กระดูกกะโหลกศีรษะ มี ๒๙ ชิ้น
(๑) กระดูกท้ายทอย     ๑    ชิ้น
(๒) กระดูกข้างศีรษะ    ๒    ชิ้น
(๓) กระดูกหน้าผาก     ๑    ชิ้น
(๔) กระดูกขมับ           ๒    ชิ้น
(๕) กระดูกรูปผีเสื้อ      ๑    ชิ้น
(๖) กระดูกใต้สันจมูก   ๑    ชิ้น
(๗) กระดูกหน้า          ๑๔  ชิ้น
(๘) กระดูกหู               ๖    ชิ้น
(๙) กระดูกโคนลิ้น       ๑    ชิ้น

๑.๒ กระดูกท่อนสันหลัง มี    ๕๑   ชิ้น
(๑) กระดูกคอ                       ๗    ชิ้น
(๒) กระดูกสันหลังตอนอก    ๑๒   ชิ้น
(๓) กระดูกสันหลังตอนเอว     ๕    ชิ้น
(๔) กระดูกก้นกบ                   ๑    ชิ้น
(๕) กระดูกปลายก้นกบ           ๑    ชิ้น

กระดูกสันหลัง ๒๖ ชิ้นคือกระดูกคอ C1-C7 กระดูกหลัง T1-T12 กระดูกเอวL1-L5กระดูกสะโพก 1 และกระดูกก้นกบอีก ๑มหัศจรรย์35

มหัศจรรย์36มหัศจรรย์37

กระดูกสันหลังทำหน้าที่ ช่วยค้ำจุน และรองรับน้ำหนักของร่างกาย ประกอบด้วย กระดูกที่มีลักษณะเป็นข้อ ๆ ต่อกัน ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีแผ่นกระดูกอ่อน (cartiage) หรือที่เรียกกันว่า หมอนรองกระดูก ทำหน้าที่รองและเชื่อมกระดูกนี้เสื่อมจะไม่สามารถเอี้ยว หรือบิดตัวได้ กระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีช่องให้ไขสันหลังสอดผ่าน และมีส่วนของจงอยยื่นออกมาเป็นที่เกาะของกล้ามเนื้อและเอ็น กระดูกสันหลังช่วงงอกจะมีกระดูกซี่โครงมาเชื่อมต่อ

(๖) กระดูกซี่โครง ๒ ข้าง      ๒๔    ชิ้น
(๗) กระดูกอก                       ๑     ชิ้นมหัศจรรย์38.png

ภาพที่ ก. กระดูกสันหลัง ข. กระดูกซี่โครง

กระดูกซี่โครงมีทั้งหมด ๑๒ คู่ กระดูกซี่โครงทุก ๆ ซี่จะไปต่อกับด้านข้างของกระดูกสันหลังบริเวณทรวงอก โดยปลายอีกด้านหนึ่งเชื่อมกับกระดูกหน้าอก ยกเว้นกระดูกซี่โครงคู่ที่ ๑๑ และ ๑๒ จะเป็นซี่สั้น ๆ ไม่เชื่อมต่อกับกระดูกหน้าอก เรียกว่า “ซี่โครงลอย”มหัศจรรย์39

มหัศจรรย์40

๒. กระดูกรยางค์ มีทั้งหมด ๑๒๖ ชิ้น ประกอบด้วยมหัศจรรย์41

๒.๑ กระดูกสะบัก ข้างละ ๒ ชิ้น รวม ๔ ชิ้นมหัศจรรย์42

๒.๒ กระดูกเชิงกราน ข้างละ ๑ ชิ้น รวม ๒ ชิ้น
๒.๓ กระดูกแขน ข้างละ 30 ชิ้น รวม ๖๐ ชิ้นมหัศจรรย์43 (๑) กระดูกต้นแขน ๒ ชิ้นมหัศจรรย์44(๒) กระดูกปลายแขนอันใน ๒ ชิ้น
(๓) กระดูกปลายแขนอันนอก ๒ ชิ้นมหัศจรรย์45 (๔) กระดูกข้อมือ                            ๑๖  ชิ้น
(๕) กระดูกฝ่ามือ                            ๑๗ ชิ้น
(๖) กระดูกนิ้วมือ                            ๑๘ ชิ้น

๒.๔ กระดูกขา มีข้างละ ๓๐ ชิ้น รวม ๖๐ ชิ้นมหัศจรรย์46

(๑) กระดูกต้นขา ๒ ชิ้น
(๒) กระดูกสะบ้า ๒ ชิ้นมหัศจรรย์47 (๓) กระดูกหน้าแข้ง ๒ ชิ้น
(๔) กระดูกน่อง ๒ ชิ้น
มหัศจรรย์48(๕) กระดูกข้อเท้า ๑๔ ชิ้น
(๖) กระดูกนิ้วเท้า ๒๘ ชิ้น

หน้าที่ของกระดูก

๑. ช่วยรองรับอวัยวะต่างๆ ให้ทรงและตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ควรอยู่ (Organ of support)
๒. เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนไหว เช่น พาร่างกายย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง (Instrument of locomotion)
๓. เป็นโครงของส่วนแข็ง (Framework of hard material)
๔. เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อต่างๆ และ Ligament เพื่อทำหน้าที่เป็นคานให้กล้ามเนื้อทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว
๕. ช่วยป้องกันอวัยวะสำคัญไม่ให้ได้รับอันตราย เช่น สมอง ปอด และหัวใจ เป็นต้น
๖. ทำให้ร่างกายคงรูปได้ (Shape to whole body)
๗. ภายในกระดูกมีไขกระดูก (Bone marrow) ที่ทำหน้าที่ผลิตเม็ดเลือด (Blood cell)
๘. เป็นที่เก็บแร่ธาตุ Calcium ในร่างกาย
๙. ป้องกันเส้นประสาทและหลอดเลือดที่ทอดอยู่ตามแนวของกระดูกนั้น

ข้อต่อและกระดูก

กระดูกแต่ละท่อนต่อเชื่อมกันด้วยเอ็นซึ่งต่อกันได้หลายแบบแล้วแต่การเคลื่อนที่ การที่กระดูกประกอบด้วยชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาต่อ ๆ กัน ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างนิ่มนวลราบรื่นมากขึ้น

  • กระดูกที่เคลื่อนที่ไม่ได้ เช่น กะโหลกศีรษะ
  • กระดูกเคลื่อนที่ได้เล็กน้อย เช่น กระดูกบริเวณก้นกบ
  • กระดูกแบบบานพับ เช่น กระดูกต้นแขน ข้อต่อบริเวณหัวเข่า
  • กระดูกแบบหัวกลม เช่น กระดูกกะโหลกศีรษะ กระดูกต้นคอ กระดูกต้นขา กระดูกสะบัก  เป็นต้น

มหัศจรรย์49

ทางซ้ายคือแบบบานพับ ขวาคือแบบโพรง

การเคลื่อนไหวของข้อต่อ

  1. เคลื่อน ได้ระนาบเดียวกัน (แบบบานพับ) เช่น ข้อศอก ข้อเข่า
  2. เคลื่อนได้ 2 ระนาบ เช่น ข้อมือ กระดกขึ้น-ลง
  3. เคลื่อนได้ 3 ระนาบ เช่น ข้อไหล่ ข้อสะโพก

อาหารและยาที่เรากิน  หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จะซึมผ่านกล้ามเนื้อไป การฉีดเข้าข้อต่อโดยตรงอาจเกิดอันตรายได้ เพราะยาบางชนิดสามารถทำลายกระดูกอ่อนได้ การนวดมีส่วนทำให้อาการและยาซึมผ่านข้อต่อได้เร็วขึ้นและมักไม่มีผลเสียใดๆ

อาหารบำรุงกระดูก

อาหารช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก เช่นอาหารพวกที่มี แคลเซียมสูง ได้แก่ นมสด ไข่แดง ผักใบเขียว ผลไม้ และอาหารที่มีวิตามินดี เช่น น้ำมันตับปลา ผักสด การออกกำลังกายเป็นประจำเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนากระดูกให้เจริญอย่างเต็มที่และแข็งแรง ระวังอย่าให้น้ำหนักตัวมากเกินไปเพราะอาจทำให้ข้อต่อชำรุดเสื่อมสภาพเร็ว

หลาย ๆ โรคล้วนมีสาเหตุมาจาก กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นประสาท ผิดปกติ
กระดูกที่เคลื่อนส่วนใหญ่แล้วก็มาจากกระดูกคอ ๗ ข้อ กระดูกหลัง ๑๒ ข้อ กระดูกเอว ๕ ข้อนี่แหละ และแต่ละข้อก็มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างนี้มหัศจรรย์50

มหัศจรรย์51

กระดูกคอ ๗ ข้อ ถ้าเคลื่อนจะกระทบระบบประสาท และ ส่งอาการดังนี้

ข้อ ๑ ระบบประสาทตา สมอง จมูก หู (ไมเกรน) น้ำในหู
ข้อ ๒ ดวงตา หู ทอมซิล ไซนัส ภูมิแพ้
ข้อ ๓ หัวใจ คออักเสบ หัวไหล่ แขนไม่มีแรง ชาปลายมือ
ข้อ ๔ กระเพาะอาหาร ใบหน้าแก่เร็ว
ข้อ ๕ ช่องท้อง หลอดอาหาร ปวดข้อศอก ไหล่ทรุด ต่อมไธรอยด์
ข้อ ๖ ช่องท้องตอนล่าง ไต ปวดตะโพก
ข้อ ๗ ระบบเพศ ไธรอยด์ ต่อมไร้ท่อ มดลูก รังไข่ ต่อมลูกหมาก ปวดส้นเท้า

กระดูกหลังมี ๑๒ ข้อมหัศจรรย์52

ข้อ ๑ ปอด หัวใจ
ข้อ ๒ หลอดเลือด ลิ้นหัวใจ
ข้อ ๓ ปอด หลอดลม หลอดอาหาร ชายโครง
ข้อ ๔ ชายโครง ปอด
ข้อ ๕ ตับ ถุงน้ำดี ม้าม
ข้อ ๖ กระเพาะอาหาร การย่อยอาหาร
ข้อ ๗ ลำไส้ ตับอ่อน (เบาหวาน)
ข้อ ๘ ม้าม ระบบหายใจ สะอึก
ข้อ ๙ ไต ระบบเพศ ภูมิแพ้
ข้อ ๑๐ ไต มดลูก รังไข่ หลอดเลือดไม่ยืดหยุ่น
ข้อ ๑๑ ลำไส้ใหญ่ ริดสีดวง ผิวตกกระ ไฝ
ข้อ ๑๒ ระบบเพศ ต่อมลูกหมาก มดลูก

กระดูกเอวมี   ๕  ข้อ

ข้อ ๑ ลำไส้ใหญ่ ท้องเสีย
ข้อ ๒ รังไข่ ไส้ติ่ง
ข้อ ๓ กระเพาะปัสสาวะ มดลูก ระบบฮอร์โมน
ข้อ ๔ ปวดหลัง เมื่อยเอว ต่อมลูกหมาก ก้นกบ ริดสีดวง
ปวดน่อง ปวดเข่า
ข้อ ๕ เท้าเย็น ปวดส้นเท้าเส้นประสาทไขสันหลังช่วงคอ
ข้างละ ๘ เส้นมี ๘ คู่
เส้นประสาทไขสันหลังช่วงหลังมีข้างละ ๑๒ เส้น (๑๒คู่)
เส้นประสาทไขสันหลังช่วงเอวมีข้างละ ๕ เส้น  (๕คู่)

มหัศจรรย์53

เรามาดูภาพระบบของเส้นประสาท ๓๑ คู่มหัศจรรย์54

ระบบกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อ เป็นตัวที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวโดยทำงานร่วมกับระบบกระดูก กล้ามเนื้อแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ

๑. กล้ามเนื้อลาย กล้ามเนื้อชนิดนี้ มีลักษณะสำคัญ คือ เส้นใยมีลายตามขวาง มัดกล้ามเนื้อ ยึดเกาะอยู่กับกระดูก การทำงาน อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตใจ เช่น กล้ามเนื้อที่แขน ขา หน้า และลำคอ เป็นมหัศจรรย์55

เยื่อหุ้มเอพิไมเซียมที่อยู่ปลายมัดกล้ามเนื้อเป็นเอ็นที่เรียกว่า “เทนดอน” ทำหน้าที่ ยึดกล้ามเนื้อให้ติดกับกระดูกเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวได้ เอ็นบางตำแหน่งจะแบนเป็นแผ่น เรียกว่าพังผืดที่เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ ระดับต่างๆนี้จะเป็นทางผ่านของเส้นเลือดและเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อ การทำงานของกล้ามเนื้อ โดยขณะที่หดตัวจะเกิดแรงดึงที่ปลายมัดกล้ามเนื้อทำให้อวัยวะที่อยู่ปลายมัดกล้ามเนื้อเคลื่อนไหวตามได้ จึงทำให้เกิดการเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ การเคลื่อนไหวต้องอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อเป็นคู่ ๆ และจะทำงานตรงกันข้าม คือกล้ามเนื้อมัดหนึ่งหดตัว กล้ามเนื้ออีกมัดหนึ่งจะคลายตัว กล้ามเนื้อที่กดตัวและทำให้ส่วนของร่างกายงอเข้าด้านใน เรียกว่า กล้ามเนื้อเฟกเซอร์ ทำให้มีข้อมืองอเข้าด้านใน กล้ามเนื้ออีกชนิดหนึ่งคือกล้ามเนื้อเอกเทนเซอร์เมื่อหดตัวแล้ว ทำให้ส่วนของร่างกายเหยียดออกไปทั้งกล้ามเนื้อเฟลกเชอร์และกล้ามเนื้อเอกเทนเซอร์จะทำงานร่วมกันเสมอ และการทำงานจะเป็นลักษณะตรงกันข้าม ซึ่งเรียกการทำงานแบบนี้ว่าแอนทาโกนิซึม

๒. กล้ามเนื้อเรียบ เป็นกล้ามเนื้อที่ไม่มีลายตามขวางเซลล์กล้ามเนื้อมีรูปร่างเป็นรูปกระสวย กล้ามเนื้อเรียบทำงานอยู่นอกอำนาจจิตใจ ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติมหัศจรรย์56

๓. กล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจมีลายคล้ายกล้ามเนื้อลาย การทำงานอยู่นอกอำนาจจิตใจ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนักสุด เนื่องจากต้องทำงานไปตลอดชีวิตของเจ้าของ ไม่มีการหยุดเลย
อนาโตมีทั้งหมดต้องค้นคว้าดูบ่อย ๆ ดูเป็นร้อยเป็นพันรอบ ดูแล้วพิจารณาว่า เรารักษาคนหาย เพราะอะไร ตรงไหน มีเหตุผลอะไร ดูไปดูมาพิจารณาอย่างรอบคอบ การรักษาของเราจะแม้นยำมากขึ้น ไวขึ้น ใช้เวลาสั้น ถูกใจมหาชน การรู้อนาโตมีจะทำให้เราอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ และเกิดศรัทธาเชื่อมั่นในวิธีการรักษา ผู้ป่วยจะให้ความร่วมมือในการบำบัดรักษา

บทที่ ๔  อุปกรณ์การตอกเส้น

อุปกรณ์นั้นมีไม่กี่อย่าง ผู้ที่จะทำการตอกเส้นต้องเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะสม  จึงจะได้ผล

๑.  ฆ้อนตอก มีทั้งหมด ๓ ขนาด

มหัศจรรย์57

ขนาดเล็กไว้ใช้ฝึก  ขนาดกลางไว้ใช้ในการรักษา  ขนาดใหญ่ไว้ใช้สำหรับผู้ที่มีความชำนาญและแม่นยำ

๒.  ไม้ตอกมีหลายขนาดตามความเหมาะสม

ไม้กลม ใช้เป็นหลัก ตอกเพื่อผ่อนคลาย  ตอกได้ทั้งตัวมหัศจรรย์58

๓. ไม้ตอกสลายพังผืด

มหัศจรรย์59

๔. ไม้ตอกง่าม

มหัศจรรย์60

ใช้ตอกบังคับกล้ามเนื้อ ให้กระดูกตรง เหมาะสำหรับรักษา คอ บ่า ไหล่

๕. ไม้ตอกเส้นเฉพาะที่ใช้เจาะเส้นที่จมหรือบิดเหมาะสำหรับกระดูกทับเส้น

มหัศจรรย์61

๖. กัวซา มีหลายแบบเหมาะสำหรับ กัวซาพิษที่สะสมใต้ผิวหนังมหัศจรรย์62

๗. แท่งยางตอกมหัศจรรย์63

ประโยชน์เอาไว้ตอกคลายเส้นจม ปลอดภัยสำหรับการฝึก และคลายเส้นคลายกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี

บทที่ 5 ท่าตอกเส้นด้วยตนเอง

ก่อนที่เราจะฝึกตอกเส้นกับคนอื่น เราควรจะต้องหัดตอกตัวเองเป็นอันดับแรกก่อน เราจะได้รู้น้ำหนักการตอก ตรงไหนเจ็บ เจ็บเป็นอย่างไร ตรงไหนควรตอก ไม่ควรตอก เราจะได้รู้ เมื่อเราเจ็บป่วยส่วนใด เราก็จะสามารถรักษาตัวเองได้ การตอกเส้นไม่มีอันตราย ๆใด ๆ เลย ยกเว้นเราอารมณ์เสียหรือคึกคะนอง แล้วไปตอกใครเข้าเป็นได้เรื่องทันที งานเข้าเลย เรามาเริ่มตอกตามบทเรียนได้เลย

ท่าที่ ๑ นั่งเหยียดขา ตอกตามแนวเส้นหน้าแข้งด้านข้าง ทั้งสองข้าง

มหัศจรรย์64

เป็นการคลายกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นที่ตึง ผ่อนคลายเส้นลมปราณถุงน้ำดีและกระเพาะอาหาร ลดอาการปวดขา ปวดเข่า ปวดน่อง ปวดฝ่าเท้า ได้เป็นอย่างดี

ท่าที่ ๒ นั่งวางเท้าไว้ด้านหน้าตอกฝ่าเท้า ตอกน่อง ตอกโคนขา

มหัศจรรย์65

ลดอาการชาปลายเท้า น่องแข็ง ปวดหน้าขาได้เป็นอย่างดี

ท่าที่ ๓ ตอกหลังเท้า ตอกฝ่าเท้าตอก แนวกล้ามเนื้อน่อง แก้เท้าชา ปวดข้อเท้า ปวดน่อง

มหัศจรรย์66

ลดอาการเท้าชา เส้นเลือดขอด เส้นเลือดตีบตัน ตอกเส้นแล้วตรงไหนที่เจ็บมากแสดงว่าตรงนั้นตีบตัน ให้ค่อย ๆ เคาะ แล้วจะดีขึ้น

ท่าที่ ๔ นั่งพับเพียบตอกแนวหน้าขามหัศจรรย์67

การนั่งตอกในท่านี้ ลดอาการปวดหัวเข่า ปวดหน้าขา กระดูกผุ กระดูกพรุนได้ เพราะกล้ามเนื้อบีบรัดเส้นเลือด  ถ้าเราตอกตรงนี้ก็จะเป็นการคลายอาการบีบรัดได้อย่างแท้จริง

ท่าที่ ๕ นั่งพับเพียบตอก

มหัศจรรย์68

ลดอาการปวดส้นเท้า ปวดน่อง ปวดหน้าขา จะทำให้สบายขา

ท่าที่ ๖ นั่งคุกเข่าตอกหน้าขา แก้อาการหน้าขาแข็ง

มหัศจรรย์69

ท่านี้ลดอาการหน้าขาตึงได้เป็นอย่างดี ถ้าตึงมากก็ตอกแรงหน่อย ถ้าเจ็บมากแสดงว่าเป็นหนักก็ตอกเบาๆแต่หลายครั้ง

ท่าที่ ๗ นั่งวางเท้าไว้ข้างหน้าตอกไล่มาตั้งแต่ฝ่าเท้า ประตูลม แนวสันด้านในถึงโคนขาทั้งสองข้าง

มหัศจรรย์70

ท่านี้ตอกแล้วลดอาการกล้ามเนื้อ พังพืดบีบรัดเส้นเลือด ผ่อนคลายลมปราณเส้นถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ตับ ไต ม้าม ไดเป็นอย่างดี

ท่าที่ ๘  หัดตอกไล่เส้นถุงน้ำดี

มหัศจรรย์71

ตอกแล้วให้สังเกตดูว่าตึงเจ็บมากหรือไม่ หลังการตอกแล้วเป็นอย่างไร เราจะพบความแตกต่างกัน อย่างชัดเจน

ท่าที่ ๙ ตอกเอว ตอกหลัง ตอกสะโพก

มหัศจรรย์72

ลดอาการปวดหลัง ปวดเอว ไต และอาการปวดประจำเดือน

ท่าที่  ๑๐ ตอกบ่าตอกไหล่

มหัศจรรย์73

ลดอาการปวดบ่า ปวดไหล่ ปวดแขน ลดอาการคอบ่าไหล่ตึง และเส้นเลือดในสมองตีบ

ท่าที่ ๑๑ ท่านั่งไขว่ขาแล้วตอกด้านข้างแนวเส้นด้านข้าง

มหัศจรรย์74มหัศจรรย์75

ท่านี้ดีมาก ตอกได้หลายส่วน ลดอาการปวดขา ปวดหน้าขา ปวดหน้าแข้ง ปวดลึก ปวดเสียวหน้าแข้ง

ท่าที่ ๑๒ ท่านั่งท่าผีเสื้อตอกหน้าขา แก้หน้าขาตึง

มหัศจรรย์76

ลดอาการหน้าขาตึง ลดอาการเป็นเป็นอัมพฤกษ์ได้เป็นอย่างดี ท่านี้สำคัญมาก

ท่า ๑๓ ท่าตอกในท่านั่งเป็ด ตอกเส้นตึงหน้าขา น่อง

มหัศจรรย์77

ถ้าตอกท่านี้ได้จะลดอาการปวดหลัง และป้องกันหมอนรองกระดูกปลิ้นได้อย่างยอดเยี่ยม

สาเหตุการเกิด ฟกช้ำ ดำเขียวจากการตอกเส้น

๑.ใช้น้ำหนักมากเกินไป เรียกว่าตอกแรงเกินไปนั่นเอง อันนี้ผู้ตอกต้องใช้ความนุ่มนวล เมตตาเป็นหลัก
๒. ตอกย้ำที่เก่าหลายครั้งจนกล้ามเนื้อช้ำ
๓. ผู้ป่วยมีอาการหนักคือมีตัวบวมอยู่แล้วเลือดอั้นไม่ไหลเวียน ในกรณีนี้ต้องนวดด้วยผ้าขาวม้าให้เลือดลมไหลเวียนสะดวกก่อนค่อยทำการตอกเส้น และอย่ารีบร้อนรักษาเพราะต้องใช้เวลาและหลายครั้ง
๔. อารมณ์ของผู้ตอกหงุดหงิดโมโหอารมณ์เสีย

ผู้ที่ไม่สมควรตอกเส้น

๑. คนที่ป่วยหนักมีไข้ขึ้นหรือใกล้ตาย ห้ามตอกเส้นโดยเด็ดขาด ห้ามถูกตัวมิฉะนั้นจะโดนข้อหาฆ่าคนตาย
๒. คนที่มีความดันโลหิตสูง เป็นเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก ผู้ที่จะทำการตอกต้องระวังเป็นอย่างมาก เมื่อตอกแล้วต้องให้เขาเดินดูรอดูอาการอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง จึงจะให้กลับได้ แล้วถ้ามีอาการอะไร ให้จัดกระดูกคอ กระดูกหลังใหม่ทันที เมื่อเลือดไหลแรงอาจจะทำให้เส้นเลือดแตกได้ ฉะนั้นควรค่อยๆรักษา ให้ทำการรักษาอย่างน้อย ๓-๕ ครั้ง
๓. คนที่ไม่เชื่อมั่นในวิธีนี้ ให้ตอกผ่อนคลายก่อนได้ แต่ห้ามตอกแก้อาการ ถ้าเขาไม่ศรัทธาเชื่อมั่นในวิธีการตอก เอาเพียงแค่เห็นความแตกต่าง เช่นรักษาแขนข้างเดียว ขาข้างเดียว แล้วเขาเรียกร้องต้องการค่อยจัดให้ เรียกว่าเรียกน้ำย่อย
๔. คนที่ตั้งครรภ์ห้ามตอกเส้นแก้อาการ หรือจัดกระดูกโดยเด็ดขาด ให้ตอกผ่อนคลายแบบเบาๆหรือนวดด้วยผ้าขาวม้าได้ ไม่ควรตอกแรงโดยเด็ดขาดจะทำให้แท้งลูกได้
๕. คนที่เคยผ่าตัดใส่เหล็ก ห้ามตอกตรงบริเวณที่ใส่เหล็ก แต่ตอกส่วนอื่นได้ และให้บำบัดรักษาครั้งละไม่เกิน ๒๐% ค่อยๆดูอาการไปเรื่อยๆ อย่าใจร้อน
๖. คนที่เป็นโรคประสาทห้ามตอก อันตรายมากกับอารมณ์ของเขา ถ้าผิดใจเป็นมีเรื่องทันที

หมายเหตุ: คนที่ตอกไปแล้ว ควรเว้นการดื่มน้ำเย็นอย่างน้อย ๔ ชั่ วโมง เพราะน้ำเย็นจะไปบล็อกการไหลเวียนของเลือดให้ช้าลง

บทที่ 6 ตอกเส้นผ่อนคลาย

ให้นักเรียนจับคู่กัน ใช้ค้อนตอกขนาดเล็กหรือขนาดกลางก็ได้ พร้อมไม้ตอกกลม

ท่าที่ ๑   นั่งขัดสมาธิตอกแนวบ่าทั้งสองข้าง

มหัศจรรย์78

แก้อาการปวดต้นคอมึนศีรษะ ช่วยคลายอาการคอบ่าไหล่ตึง

ท่าที่ ๒ ตอกแนวสะบักไหล่ทั้งสองข้าง

มหัศจรรย์79

แก้ไหล่ตึง นิ้วมือชา ไหล่จม ยกไหล่ไม่ขึ้น

ท่าที่ ๓ นอนคว่ำหน้าลง  ตอกแขนแนบลำตัว  ตอกแนวกล้ามเนื้อหลังทั้งสองข้าง

มหัศจรรย์80

แก้อาการปวดหลัง เอว สะโพก คลายกล้ามเนื้อหลัง

ท่าที่ ๔ ตอกเอว ตอกหลัง กล้ามเนื้อส่วนไหนแข็งผิดปกติก็ตอกส่วนนั้น

มหัศจรรย์81

แก้อาการปวดบั้นเอว ปวดหลัง ระบบการหายใจจะดีขึ้น

ท่าที่ ๕ ตอกบ่า  ตอกสะบักไหล่ ไล่ไปตามแนวหลัง

มหัศจรรย์82

แก้มึนศีรษะ ปวดต้นคอ แก้เส้นเลือดตีบ คลายกล้ามเนื้อคอบ่าไหล่

ท่าที่ ๖ ตอกแนวแขน ทั้งสองข้าง

มหัศจรรย์83

แก้แขนชา เมื่อยแขน

ท่าที่ ๗ ตอกฝ่ามือทั้งสองข้าง

มหัศจรรย์84

แก้อาการนิ้วล็อค ชาตามฝ่ามือ

ท่าที่ ๘ ตอกแนวน่อง

มหัศจรรย์85

แก้ขาตึงน่องตึง เส้นจม

ท่าที่ ๙ ตอกข้อพับ และไล่ไปตามน่อง

มหัศจรรย์86

แก้ปวดข้อเข่า ข้อพับ

ท่าที่ ๑๐ ตอกแนวโคนขาอ่อน

มหัศจรรย์87

แก้เมื่อยสะเอว สะโพก เดินไม่สะดวก ปวดหัวเข่า

ท่าที่ ๑๑ ตอกแนวหัวเข่า หน้าขา

มหัศจรรย์88

แก้ท้องอืด ปวดขา

ท่าที่ ๑๒ ตอกรอบหัวเข่า

มหัศจรรย์89

คลายเส้นที่หัวเข่าแก้ปวดหัวเข่า

ท่าที่ ๑๓ ตอกแนวขาหนีบ

มหัศจรรย์90

แก้ลมติดขัดหน้าขาตึง

ท่าที่ ๑๔ ตอกหน้าขา

มหัศจรรย์91

แก้ตะคริวหน้าขา

ท่าที่ ๑๕ ตอกแนวเส้นหน้าขา

มหัศจรรย์92

แก้ตะคริว แก้เส้นหน้าขาตึง

ท่าที่ ๑๖ ตอกตั้งแต่ฝ่าเท้า น่อง โคนขา

มหัศจรรย์93

แก้เข่าเสื่อม เข่าบวม

ท่าที่ ๑๗ ตอกประตูลม

มหัศจรรย์94

แก้ปวดข้อเท้า เท้าบวม

ท่าที่ ๑๘ ตอกแนวเส้นตาตุ่มพับใน

มหัศจรรย์95

แก้เท้าแพลง

ท่าที่ ๑๙ ตอกฝ่าเท้า

มหัศจรรย์96

แก้เท้าชา เจ็บส้นเท้า

ท่าที่ ๒๐ ตอกแนวสะโพก

มหัศจรรย์97

แก้ขัดสะโพก เอวตึง ขาตึง

ท่าที่ ๒๑ ตอกแนวเส้นถุงน้ำดี

มหัศจรรย์98

แก้ขาตึงเป็นตะคริว

ท่าที่ ๒๒ ตอกแนวหัวเข่า

มหัศจรรย์99

แก้หัวเข่าขัด

ท่าที่ ๒๓ ตอกแนวหน้าขา

มหัศจรรย์100

แก้หน้าขาตึง เดินไม่สะดวก

ท่าที่ ๒๔ ตอกแนวเหนือตาตุ่มพับใน

มหัศจรรย์101

แก้ปวดน่อง น่องตึง

ท่าที่ ๒๕ ตอกหลังเท้า

มหัศจรรย์102

แก้เท้าบวม เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก

ท่าที่ ๒๖ ตอกไหปลาร้า

มหัศจรรย์103

แก้หายใจติดขัด

ท่าที่ ๒๗ ตอกแนวกล้ามเนื้อแขน

มหัศจรรย์104

แก้ปวดหัวไหล่

ท่าที่ ๒๘ ตอกแนวแขน

มหัศจรรย์105

แก้ปวดแขน

ท่าที่ ๒๙ ตอกข้อมือ

มหัศจรรย์106

สลายพังพืดข้อมือ

ท่าที่ ๓๐ ตอกฝ่ามือ

มหัศจรรย์107

มหัศจรรย์108

แก้มือชา นิ้วล็อค

ท่าที่ ๓๑ ตอกแนวไหล่มาหาศอก

มหัศจรรย์109มหัศจรรย์110

แก้ปวดปลายหัวไหล่

ท่าที่ ๓๒ ตอกแนวแขน

มหัศจรรย์111มหัศจรรย์112

แก้ปวดแขน ข้อศอก

ท่าที่ ๓๓ ตอกหลังมือ

มหัศจรรย์113

มหัศจรรย์114

แก้มือชานิ้วล็อค

ท่าที่ ๓๔ ตอกใต้รักแร้

มหัศจรรย์115

มหัศจรรย์116

แก้แขนยกไม่ขึ้น

ท่าที่ ๓๕ ตอกบั้นเอว

มหัศจรรย์117

มหัศจรรย์118

ท่าที่ ๓๖ ตอกแนวเส้นข้างมหัศจรรย์119

แก้ขาตึง นั่งพับเพียบไม่ได้

ท่าที่ ๓๗ ตอกแนวน่อง

มหัศจรรย์120

มหัศจรรย์121

แก้น่องตึง

ท่าที่ ๓๘ ตอกฝ่าเท้า

มหัศจรรย์122

มหัศจรรย์123

แก้ปวดฝ่าเท้า

ท่าที่ ๓๙ ตอกหลังเท้า

มหัศจรรย์124มหัศจรรย์125

แก้เท้าแพลง

ท่าที่  ๔๐ ตอกหน้าแข้งสันใน

มหัศจรรย์126มหัศจรรย์127

แก้เข่าเสื่อม

ท่าที่ ๔๑ ตอกแนวเส้นใน

มหัศจรรย์128มหัศจรรย์129

แก้ตะคริว

ท่าที่ ๔๒ ตอกแนวเส้นนอก

มหัศจรรย์130

มหัศจรรย์131

แก้หัวเข่าขัด

ท่าที่ ๔๓ ตอกหัวเข่า

มหัศจรรย์132มหัศจรรย์133

แก้เข่าเสื่อม

ท่าที่ ๔๔ ตอก ๘ รูในท่ายืน

มหัศจรรย์134

ปรับระบบภายในร่างกายทั้งหมด

ท่าที่ ๔๕  ตอก ๘ รู  ในท่านั่ง

มหัศจรรย์135

แก้ก้มหลังไม่ลง

ท่าที่ ๔๖ ตอกหัวตะคาก

มหัศจรรย์136

แก้ปวดเมื่อยช่วงล่าง

ท่าที่ ๔๗ ตอกคอบ่าไหล่

มหัศจรรย์137

แก้ไหล่ตึง ปวดต้นคอ

ท่าที่ ๔๘ ตอกสีข้าง

มหัศจรรย์138

แก้ไหล่ติดยกแขนไม่ขึ้น

ท่าที่ ๔๙ ตอกใต้รักแร้

มหัศจรรย์139

แก้ยกหัวไหล่ไม่ขึ้น

ท่าที่ ๕๐ ตอกใต้รักแร้

มหัศจรรย์140

แก้ยกหัวไหล่ไม่ขึ้น

ท่าที่ ๕๑ ตอกน่อง

มหัศจรรย์141

แก้น่องตึง ให้ตอกไปตามแนวทั้งหมดจะได้ผล

ท่าที่ ๕๒ ตอกเคาะหน้าขา

มหัศจรรย์142

มหัศจรรย์143

แก้หน้าขาตึง ท่านี้ถ้านอนตามท่านี้ได้แล้วตอกหน้าขาแบบนี้อาการปวดขาก็หายเป็นปกติ ชีวิตก็หมดปัญหาเรื่องอาการปวดขาไปเลย

ท่าที่ ๕๓ ตอกน่องพับใน

มหัศจรรย์144

แก้ปวดขา ปวดน่อง เส้นเลือดตีบตันหรืออุดตัน

ท่าที่ ๕๔ ตอกหน้าแข้ง

มหัศจรรย์145

แก้อาการปวดขา ขาบวม ให้ตอกแนวขาตะเกียบทั้งด้านในและด้านนอก

ท่าที่ ๕๕ ตอกข้อเท้า หลังเท้า

มหัศจรรย์146

แก้ข้อเท้าแพลง ชาปลายเท้า

บทที่ ๗ ตอกเส้นแก้อาการ

ถ้าเป็นการรักษาอาการปวดหลังไหล่ เอว ข้อเข่า หมอนรองกระดูก กระดูกทับเส้น ไหล่ติด นิ้วล็อค มือชา เท้าชา อันนี้เราต้องเรียน ต้องทำความเข้าใจเรื่องโครงสร้างร่างกาย ว่าเส้นประสาทที่สั่งงานไปตรงบริเวณนั้นอยู่ตรงแนวไหนแล้วตอกแนวนั้น ตรงเหตุจริงๆก็หายได้ทันทีเหมือนกัน ส่วนมากที่เราเจ็บป่วยก็เนื่องมาจากเลือดอั้น เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก กล้ามเนื้อได้รับสารอาหารที่มีอ็อกซิเจนต่ำ หรือที่เราเรียกกันว่าเลือดเสีย กล้ามเนื้อก็อ่อนแรง เพราะฉะนั้นเราต้องมีท่าตอกที่เฉียบขาดฉับพลัน เรียกว่าพังกำแพงทะลายเขื่อนกันเลยทีเดียวเรามาดูกัน

ท่าที่ ๑ วัดโพธาวาส ท่านี้ได้มาจากการเดินสายจิตอาสาสัญจรที่วัดโพธาวาส อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เนื่องจากมีผู้คนเข้ามารักษากันมาก อาตมารักษาไม่ทัน ปัญหามาปัญญาก็เกิดทันทีเหมือนกัน จิตสั่งว่าปวดเข่าซ้าย ให้นั่งพับเพียบเหยียดขาขวาตรงไปข้างหน้า ขาซ้ายพับไปด้านหลังเอี้ยวตัวไปด้านขวาแล้วเราก็นั่งตรงข้อเท้าขวาพอดี เอาเท้าขวาถีบเข่าซ้ายตอกหน้าขาได้เลย ให้ตอกตามแนวเส้นตั้งแต่สะโพกลงมาหัวเข่าตอกแรงๆอึดใจหนึ่ง ตอกปักๆๆๆ เท้าขวาถีบออก ตอกปักๆๆๆ ถีบออก ตอกปักๆๆ ถีบออก หนึ่งอึดใจให้ขาถ่างออกอย่างน้อย ๗๐-๘๐ องศา อาการปวดหัวเข่าก็จะหาย ลุกขึ้นเดินได้เลย เจ็บสุดที่จะเจ็บ เจ็บแต่ก็หาย อันนี้เรียกว่า “ตอกแบบฟ้าผ่า” เป็นการตอกแนวเส้นลมปราณ ตับ ไต ม้าม ถุงน้ำดี กระเพาะปัสสาวะ เป็นการตอกสลายกล้ามเนื้อที่บีบรัดเส้นลมปราณ ถ้าตอกแบบไม่เจ็บก็ได้ ให้ตอกแบบขาดตัดหน้าขา แต่ใช้เวลามากหน่อยเจ็บก็น้อยลงได้ผลเหมือนกัน แก้เส้นหน้าขาตึง ปวดหัวเข่า นั่งยองๆไม่ได้โดยตรง ไม่ต้องใช้ยาใดๆเลยมหัศจรรย์147ท่าที่ ๒ ท่าหลังสวนลืมโศก ได้ใช้ครั้งแรกที่ อ.หลังสวน จากคนตกต้นทุเรียน หลังจากรักษาผ่านมาหนึ่งปี มีอาการไม่ค่อยจะดีขึ้น แล้วมาเจอกัน อาตมาก็เลยได้ท่าตอกไล่เส้นตั้งแต่สะโพกถึงปลายเท้า โดยให้ผู้ป่วยนอนตะแคงขวา วาดเท้าซ้ายไปด้านหน้าให้สุด เราเข้าไปนั่งหว่างกลางขาตรงบริเวณน่อง ใช้เท้าซ้ายถีบข้อเท้าให้เท้าซ้ายอยู่ในแนวตรง แล้วตอกไล่เส้นตั้งแต่สะโพกไล่ไปถึงปลายเท้า แก้อาการเส้นจม ปวดเมื่อยชาตามขา เป็นการตอกตามแนวเส้นถุงน้ำดี ตอกให้เส้นนิ่มตอกให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายตอกให้เลือดลมไหลเวียนสะดวกมหัศจรรย์148

ท่าที่ ๓ ท่าวัดกรวด นั่งขัดสมาธิ บิดตัวมาด้านขวา วางแขนตรงหัวเข่า ตอกบริเวณกล้ามเนื้อหลังด้านซ้าย ที่แข็งเป็นสันเหมือนถนนเข้าโค้ง นั่งขัดสมาธิ บิดตัวมาด้านซ้าย วางแขนทั้งสองตรงเข่าซ้าย ตอกแนวกล้ามเนื้อที่แข็งบริเวณเอวขวา แล้วก็นั่งขัดสมาธิ ก้มลงไปตรง ๆ เหยียดแขนไปให้สุด ตอกแนวกล้ามเนื้อที่แข็งตามแนวสันหลังจนมาถึงก้นกบ ชุดนี้แก้อาการกระดูกทับเส้นประสาทปวดหลัง ปวดเอวโดยตรง ท่าตอกปวดหลังนั่งเหยียดขาหรือนั่งขัดสมาธิก็ได้แล้วก้มลงตอกไล่ตามแนวกล้ามเนื้อหลังทั้งสองข้าง ก่อนตอกให้เราดูว่ากล้ามเนื้อสูงต่ำเท่ากันไหมตรงไหนที่แข็งให้เพิ่มน้ำหนักอีกนิดหนึ่งมหัศจรรย์149

ท่าที่ ๔ ท่าฟ้าผ่า นั่งขัดสมาธิก้มคอลง ใช้ไม้ง่าม วางคร่อมกระดูกคอ ตอกสามจุด แก้ไมเกรนปวดหัวให้ตอก C4 C5 .ในมุม 45 องศา แขนชา มือชานิ้วล็อกให้ตอก C6 C7 ในมุม 90 องศา หายใจไม่สะดวกแขนยกไม่ขี้นให้ตอก T1 T2 รวมสามจุดแก้อาการคอบ่าไหล่ตึง ปวดต้นคอความดันโลหิตสูงผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงจะลดลงทันทีประมาณ ๑๐-๓๐

มหัศจรรย์150

ท่าที่ ๕ ตอกหน้าขาตึง ใช้ท่านี้ก็ได้แล้วค่อย ๆ เอนตัวลงไปนอนหงาย จะแก้อาการปวดหน้าขา เข่าตึงได้อย่างชะงัด

มหัศจรรย์151

ท่าที่ ๖ ตอกเข่าเสื่อมและปวดขาในท่านอนหงาย ให้เริ่มจากตอกผ่อนคลายแล้วค่อยลงหนัก

มหัศจรรย์152

ท่าที่ ๗ ตอกปวดน่องเข่าเสื่อมชาปลายเท้าในท่านอนคว่ำ

มหัศจรรย์153

ท่าที่ ๘ ตอกหลังคดโดยตรง อันนี้ต้องใช้พลังหนักแน่นจริง ๆ จึงจะสามารถรักษาหลังคดได้ การรักษานั้นต้องใช้เวลาครั้งละประมาณ ๑ ช.ม. แล้วต้องรักษาต่อเนื่องกันประมาณ ๓ ครั้ง และต้องใช้ไม้ง่ามตอกในลักษณะไขว้สลับซี่โครง

มหัศจรรย์154

มหัศจรรย์155

ท่าที่ ๙ ตอกเข่าเสื่อมโดยตรงมหัศจรรย์156

ท่าที่ ๑๐ ตอกในท่าช้างหมอบ คุกเข่าแล้วก้มลงไปให้สุด แล้วตอกแนวกล้ามเนื้อสองฝั่ง ไล่มาถึงกระเบนเหน็บ และที่ฝ่าเท้า แก้อาการปวดหลัง หลังโก่ง หายใจไม่สะดวก

มหัศจรรย์157

ท่าที่ ๑๑ ตอกผ่อนคลายแนวกล้ามเนื้อหลังทั้งหมด ให้นั่งบนโคนขาแล้วโยกไปโยกมาพร้อม ๆ กับการตอกแนวกล้ามเนื้อหลังทั้งสองฝั่ง ห้ามโดนกระดูกหลัง

มหัศจรรย์158

บทที่ 8 เส้นลมปราณ

เปรียบเทียบการตอกเส้นกับแพทย์แผนจีน

ก่อนที่จะเริ่มต้นการตอกเส้น ควรทำความเข้าใจเส้นที่ขาอยู่ตรงบริเวณไหนบ้าง และจะต้องตอกเส้นกระตุ้นให้ครบทุกเส้นด้วย จริง ๆ แล้วอยู่ที่การวางท่าในการตอก ท่าที่เราออกแบบมาให้จะเห็นได้ว่า ทุกศาสตร์มารวมอยู่ที่การตอกเส้นหมดเลย

มหัศจรรย์159

เส้นนี้เริ่มต้นที่กระดูกข้อเท้าด้านในส่วนล่าง ไล่มาตามขอบกระดูกหน้าแข้งจนถึงกระดูกเข่า จากนั้นไล่มาตามกระดูกต้นขาด้านบนจนถึงขาหนีบมหัศจรรย์160

เส้นนี้เริ่มต้นที่กระดูกข้อเท้าด้านในส่วนบน ไล่มาตามส่วนกลางของกล้ามเนื้อน่องจนถึงใต้ระดับเข่า เว้นระยะห่างเล็กน้อย แล้วไล่ขนานมากับเส้นม้ามจนถึงขาหนีบมหัศจรรย์161

เส้นไต
เส้นนี้มีจุดเริ่มต้นอยู่ระหว่างเอ็นร้อยหวายกับกระดูกข้อเท้าด้านใน แล้วไล่มาตามน่องจนมาถึงข้อพับเข่าด้านใน ไล่มาตามใต้ต้นขาจนถึงขาหนีบมหัศจรรย์162เส้นนี้เริ่มตั้งแต่บริเวณกระดูกข้อเท้าส่วนหน้า ไล่ขนานขึ้นมากับขอบกระดูกหน้าแข้งจนมาถึงใต้หัวเข่า แล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้งบริเวณเหนือกระดูกสะบ้าไล่ไปจนถึงกระดูกข้อต่อสะโพก เราจะเห็นว่าถ้าเราวางท่าถูก เราก็จะตอกถูกจุดมหัศจรรย์163

เส้นนี้เริ่มต้นที่บริเวณระหว่างเอ็นร้อยหวายกับกระดูกข้อเท้าด้านนอก ไล่มาตามบริเวณกลางน่องด้านหลังจนถึงกลางต้นขาด้านหลัง แต่ถ้าเราตอกด้านข้างของแนวขา ก็เป็นการตอกเส้นกระเพาะปัสสาวะไปในตัว

การบริหารกายเป็นการ สร้างความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็น สร้างการเข้าที่เข้าทางของกระดูก กล้ามเนื้อและเส้นเอ็น  “ แพทย์แผนปัจจุบันพบว่า ถ้ากล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นตึงแข็งเกร็งค้างไม่ยืดหยุ่นหรือกระดูกเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อเคลื่อนออกจากตำแหน่งปกติ ก็จะกดรัดเส้นเลือดเส้นประสาท เลือดลมจะไหลเวียนไม่สะดวก ทำให้เกิดความเจ็บปวดมึนชาและความเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย
แพทย์ทางเลือกพบว่า พลังงานลมปราณ คือ พลังงานที่หล่อเลี้ยงร่างกาย อันเกิดจากการ สันดาป เผาผลาญอาหาร ตั้งแต่ระดับหยาบจนถึงระดับละเอียด และพลังงานที่เป็นพิษ เป็นของเสียอันเกิดจากการสันดาปอาหาร ตั้งแต่ระดับหยาบจนถึงระดับละเอียด รวมถึงพลังงานที่เป็นพิษอื่น ๆ ที่ร่างกายรับเข้าไป
แพทย์แผนโบราณ ก็พบว่า พลังงานที่ดีจะขับเคลื่อนไปหล่อเลี้ยงร่างกายมากที่สุด เร็วที่สุด ทางเส้นลมปราณ ส่วนพลังงานที่ไม่ดีจะถูกขับออกจาก ร่างกายมากที่สุด เร็วที่สุดทาง เส้นลมปราณเช่นเดียวกัน ซึ่งการเคลื่อน ของพลังงานทั้งที่ดีและไม่ดี ดังกล่าว จะเคลื่อนตามข้างกระดูก ข้างเส้นเอ็น ข้างเส้นประสาทและตามร่องของกล้ามเนื้อ ซึ่งตรงกับเส้นลมปราณหลัก 12 เส้นของแพทย์แผนจีนและเส้นลมปราณ หลัก 10 เส้น ของแพทย์แผนไทย(เส้นประธานสิบ) ถ้ากล้ามเนื้อและเส้นเอ็นตึงแข็ง เกร็งค้าง ไม่ยืดหยุ่น หรือกระดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อเคลื่อนออกจากตำแหน่งปกติ จะทำให้การ เคลื่อนของพลังงานดังกล่าวติดขัด เกิดอาการกำลังตก และเกิดอาการไม่สบาย ต่าง ๆ ทันที เรียกว่าลมปราณติดขัด/ลมปราณล็อก แต่ถ้าแก้ไขให้เกิด ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ให้เกิดการเข้าที่เข้าทางของกระดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ อาการกำลังตก และอาการไม่สบายต่าง ๆ จะทุเลาเบาบางหรือหายไปอย่างรวดเร็ว จนน่าประหลาดใจ

เส้นลมปราณ ๑๒ เส้น

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจอวัยวะภายในทั้งหมดว่ามีความสำคัญและสัมพันธ์กันอย่างไร เหตุเกิดที่ตับ อาจส่งผลให้เป็นเนื้องอก หรือมะเร็งก็ได้ เรามาดูกัน

อวัยวะที่สำคัญภายในทั้ง๕ ประกอบด้วย

มหัศจรรย์164

หัวใจ

มหัศจรรย์165

ปอด

มหัศจรรย์166

ม้าม

มหัศจรรย์167

ตับ

มหัศจรรย์168

ไต

อวัยวะกลวง ๕ ส่วน

มหัศจรรย์169

กระเพาะอาหาร

มหัศจรรย์170

ลำไส้ใหญ่

มหัศจรรย์171ลำไส้เล็ก

มหัศจรรย์172

ถุงน้ำดี

มหัศจรรย์173

กระเพาะปัสสาวะ

การเรียนรู้เรื่องร่างกายก็คือ  การเรียนรู้ที่จะรักษาตัวเองให้มีสุขภาพดีนั่นเอง สิ่งที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ ยศฐาบรรดาศักดิ์จะอยู่  และมีประโยชน์กับเราอย่างยั่งยืน ก็เพราะเรารู้จริงในสังขาร กาย  ยาววา หนาศอกนี่เอง
การตอกเส้นที่ได้ผลเป็นมหัศจรรย์  จะต้องทำความเข้าใจเส้นลมปราณ ถ้าเราตอกเส้น ตามแนวเส้นลมปราณได้แม่นยำ ผลก็จะออกมาเกินความคาดหมาย  เราลองมาดูกันว่า แต่ละเส้นอยู่ตำแหน่งไหน

๑. เส้นลมปราณปอด

หน้าที่ของปอด แบ่งเป็น
๑.๑ หน้าที่เกี่ยวกับการหายใจ คือ แลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์
๑.๒ หน้าที่อื่น ๆ นอกจากการหายใจ คือ การควบคุมและขับสารต่าง ๆ เช่น ยา, แอลกอฮอล์ ออก จากระบบเลือด การกรองลิ่มเลือดเล็ก ๆ ที่ตกตะกอนออกจากเส้นเลือดดำ การปกป้องและรับแรงกระแทกที่จะทำอันตรายต่อหัวใจ ซึ่งอยู่ตรงกลางช่องทรวงอก การตอกเส้นการจัดกระดูกหลัง ช่วยเรื่องระบบการหายใจได้เป็นอย่างดี เราลองมาดูเส้นลมปราณปอด

มหัศจรรย์174

เริ่มต้นจากกลางท้อง ลงมาสัมพันธ์กับลำไส้ใหญ่ ย้อนไปโอบล้อมกระเพาะอาหาร ทะลุผ่านกระบังลม ไปสังกัดอยู่กับปอด ผ่านเฉียงจากแอ่งเหนือกระดูกสันอก มาอยู่ชั้นตื้นที่บริเวณหัวไหล่ ทอดลงมาตามด้านหน้าของแขน มาสิ้นสุดที่ปลายนิ้วหัวแม่มือ มีแขนงแยกไปตรงบริเวณข้อมือ ไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วชี้ การหายใจ สัมพันธ์กับจมูก พลังปอดมีทิศทางลงสู่เบื้องล่าง มีไต เป็นตัวรับพลังจากปอดลำเลียงของเหลวในร่างกาย การลำเลียงเลือดมีหัวใจเป็นตัวสูบฉีด โดยอาศัยพลังปอดช่วยเหลือของเหลวอื่นที่เข้าสู่ร่างกาย ม้ามเป็นตัวลำเลียง โดยอาศัยพลังปอดช่วยกระจายไปทั่วร่างกาย การขับถ่ายออกทางลำไส้เล็ก ไต กระเพาะปัสสาวะ หรือแม้กระทั่งทางผิวหนัง ล้วนแต่ต้องสัมพันธ์กับปอดทั้งสิ้น

หากเส้นพลังงานนี้ผิดปกติ

อาการทางจิต : จิตใจซึมเศร้า  กระวานกระวาย  อ่อนไหว ขาดมนุษย์สัมพันธ์  ดื้อ ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง ขจัดสิ่งกวนใจได้ยาก
อาการทางกาย : จะส่งผลเจ็บในคอ  คันคอ  ไอเป็นเลือด “อาการไอ  ไม่ว่าจะมีเสมหะหรือไม่  เป็นอาการของปอด  แต่เสมหะเกิดจากม้าม” เหนื่อยง่าย   เป็นหวัดบ่อย  คัดจมูก  น้ำมูกไหล  เลือดกำเดาไหล  อุณหภูมิผิดปกติ  เป็นลม  ข้อศอกตึง  ปวดอุ้งมือ  แก้มตอบ  ผิวแห้งและย่น  ผื่นคัน  ลมพิษหรือภูมิแพ้ นิ้วโป้งไม่มีแรง  แน่นหน้าอก  หายใจไม่สะดวก  เหนื่อยง่าย  หอบหืด  เสียงแหบแห้ง  หน้า  หนังตา แขน ขา บวม ปวดหัวไหล่และหลัง  ปวดตามทางเดินของเส้น
ข้อสังเกตความผิดปกติของเส้นนี้คือ  ปวดท้อง ท้องมีเสียงดังโครกคราก  ท้องเดิน  ท้องผูก บิด เจ็บคอ  ปวดฟัน  น้ำมูกไหล  เลือดกำเดาไหล  ปวดบวมร้อนหรือเย็ น บริเวณที่เส้นลมปราณผ่าน

เส้นพลังงานนี้ทำงาน  และรับสารอาหารได้เต็มที่ในช่วงเวลา ๐๓:๐๐-๐๕:๐๐ น. เวลานี้จะบริหารปอดด้วยการสวดมนต์ดีที่สุด

๒. เส้นลมปราณลำไส้ใหญ่

ลำไส้ใหญ่ยาว 80 เซนติเมตร ลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่
๒.๑ ช่วยย่อยอาหารเพียงเล็กน้อย
๒.๒ ถ่ายระบายกากอาหาร (Wastse product) ออกจากร่างกาย
๒.๓ ดูดซึมน้ำและอิเล็คโตรลัยต์จากอาหารที่ถูกย่อยแล้ว เช่น โซเดียม และเกลือแร่อื่น ๆ ที่เหลืออยู่ในกากอาหาร รวมทั้งวิตามินบางอย่าง ที่สร้างจากแบคทีเรีย ซึ่งอาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ ได้แก่ วิตามินบีรวม วิตามินเค ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหนทางสำหรับให้น้ำ อาหารและยาแก่ผู้รับบริการทางทวารหนักได้
๒.๔ ทำหน้าที่เก็บอุจจาระไว้จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควรที่จะถ่ายออกนอกร่างกาย
การตอกเส้นช่วยขับถ่ายได้เป็นอย่างดี เรามาดูแนวเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่กันมหัศจรรย์175

เริ่มที่ปลายนิ้วชี้ ย้อนขึ้นมาตามแขนด้านนอกจนถึงหัวไหล่  ข้ามไหล่ไปยังกระดูกสันหลังคอ  แทงทะลุมาทางด้านหน้า มาโผล่ที่แอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า  ผ่านลงไปยังปอด  ทะลุกระบังลม ไปสังกัดอยู่ที่ลำไส้ใหญ่  มีแขนงแยกออกจากแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้าขึ้นไปตามลำคอ  จนถึงมุมปาก  มีแขนงแทงลึกลงไปถึงเหงือกล่าง  ส่วนที่เหลือผ่านเหนือริมฝีปาก ข้ามไปสิ้นสุดที่มุมปีกจมูกด้านตรงกันข้าม  หากเส้นพลังงานนี้ผิดปกติ จะเกิด
อาการทางจิต : จิตใจไม่ยึดแน่น ไม่กล้าตัดสินใจ ชอบข่มขู่ผู้อื่น ไม่พอใจ ผิดหวังบ่อย ไม่พึ่งตัวเอง ก้าวร้าว สะเพร่า อาฆาต
อาการทางกาย : คัดจมูก  ปวดหน้าผาก  ขี้หูมาก  กินจุ  นอนไม่หลับ  กรน  ไวต่ออุณหภูมิที่เปลี่ยน  ผิวเหลือง ตัวซีด  ปวดท้อง  จุกเสียด  ท้องมีเสียงดังโครงคราก  ท้องผูก  เจ็บคอ  บิด ปวดฟัน  เจ็บคอ  เลือดกำเดาไหล  ตาเหลือง  ก้นเหลว  ริมฝีปากล่างบวม  ปวดสะบักหลัง  ปวดบวมร้อนหรือเย็นบริเวณที่เส้นลมปราณผ่าน

เส้นพลังงานนี้ทำงาน และ รับสารอาหารได้เต็มที่ในช่วงเวลา ๐๕:๐๐ – ๐๗:๐๐ น. เพราะฉะนั้นต้องขับถ่ายในช่วงเวลานี้ให้ได้ จะเป็นการดีมาก ถ้าไม่ขับถ่ายในเวลานี้ ลำไส้จะดูดซึมเอาอุจจาระไปเป็นอาหาร ทำให้เกิดกลิ่นตัว กลิ่นปากเหม็น

๓. เส้นลมปราณกระเพาะอาหาร

กระเพาะอาหาร ( stomach)  ทำหน้าที่รับและย่อยอาหารจนได้เป็นสารจำเป็นสัมพันธ์กับม้ามซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงสารจำเป็น และของเหลวไปยังปอดมีการย่อยเชิงกลโดยการบีบตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหารและมีการย่อยทางเคมีโดยเอนไซม์   เพปซิน (pepsin) ซึ่งจะทำงานได้ดีในสภาพที่เป็นกรด  โดยชั้นในสุดของกระเพาะจะมีต่อมสร้างน้ำย่อยซึ่งมีเอนไซม์เพปซินและกรดไฮโดรคลอริก เป็นส่วนประกอบเอนไซม์เพปซินจะย่อยโปรตีนให้เป็นเพปไทด์ (peptide) ในกระเพาะอาหารนี้ยังมีเอนไซม์อยู่อีกชนิดหนึ่งชื่อว่า  “ เรนนิน ” ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนในน้ำนม ในขณะที่ไม่มีอาหาร กระเพาะอาหารจะมีขนาด 50  cm3 แต่เมื่อมีอาหารจะมีการขยายได้อีก ๑๐ – ๔๐ เท่า การตอกเส้นหลังตรง L1 จะช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี  เราลองมาดูแนวเส้นกระเพาะอาหารมหัศจรรย์176

เริ่มจากปีกจมูก ขึ้นไปตามสันจมูก ไปยังมุมตาใน  วกลงมาที่ขอบตาล่าง  แล้วดิ่งตรงลงมาถึงระดับปีกจมูก  วกไปผ่านเหงือกบน โค้งรอบมุมปากมายังจุดกึ่งกลางใต้ริมฝีปากล่าง ไปตามขอบขากรรไกรล่าง ขึ้นไปตามชายผมจนถึงหน้าผาก มีแขนงแยกลงมาตามลำคอ มายังแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า  จากแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า มีแขนงพุ่งลงไปผ่านกระบังลม ไปสังกัดกระเพาะอาหารและสัมพันธ์กับม้าม จากแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า มีอีกแขนงหนึ่งผ่านลงมายังหัวนม, ลงมาตามผนังหน้าท้อง ลงไปตามขา ผ่านขอบนอกของกระดูกสะบ้าไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วชี้เท้า  ใต้กระดูกสะบ้าเล็กน้อยมีแขนงแยกลงมาตามขา มาสิ้นสุดที่ปลายนิ้วกลางซ้าย  ที่บริเวณหลังมีแขนงแยกไปสิ้นสุดที่ปลายด้านในของนิ้วหัวแม่เท้า หากเส้นพลังงานนี้ผิดปกติจะเกิด
อาการทางจิต : ชอบตำหนิผู้อื่น ชอบเย้ยหยัน ระแวง คิดมาก กังวลเกินเหตุ อารมณ์เสียบ่อย จิตใจเปลี่ยนแปลงเร็ว  หัวคิดอนุรักษ์
อาการทางกาย :    ท้องมีเสียงดังโครกคราก  แน่นท้อง  บวมน้ำ  ปวดกระเพาะอาหาร  คลื่นไส้อาเจียน  อาหารไม่ย่อย หิวบ่อย กินไม่เป็นเวลา  กินไม่ค่อยได้  มีเม็ดที่ริมฝีปาก  ท้องอืดเฟ้อ  จุกเสียด  ปวดท้อง อาเจียน  สะอึก  ปวดหน้าอก  ประสาทเครียด  ประจำเดือนมาไม่ปกติ  มีปัญหาสายตา  ตาต้อ  โลหิตจาง  ผิวแห้ง  มีไข้  เลือดออกมาก  บวม  ปวดเข่า  หายใจเสียงดัง  ชาหรืออัมพาตบริเวณใบหน้า  คอแห้ง  เจ็บคอ เลือดกำเดาไหลออก  และบริเวณที่เส้นลมปราณผ่าน ปวดแสบ ปวดร้อน

เส้นพลังงานนี้ทำงาน และรับสารอาหารได้เต็มที่ในช่วงเวลา ๐๗:๐๐ – ๐๙:๐๐ น. ในช่วงเวลานี้ต้องทานอาหาร  เพื่อเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

๔. เส้นลมปราณม้าม

  • ม้ามทำหน้าที่ลำเลียงน้ำ ลำเลียงสารจำเป็น ที่ได้จากการย่อยอาหารของกระเพาะอาหารสู่ปอดควบคุมการไหลเวียนของเลือด
  • ม้ามทำหน้าที่ลำเลียง และกระจายสารจำเป็น และของเหลวไปยังปอดก่อนไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ม้ามทำหน้าที่ในการดึงเอาธาตุเหล็กจากฮีโมโกลบินของเซลล์เม็ดเลือดแดง นำมาใช้ในร่างกาย และยังทำหน้าที่ขับถ่ายเอาของเสียออกจากกระแสเลือดในรูปของน้ำปัสสาวะเช่นเดียวกับตับ ม้ามสร้างแอนติบอดี ในการต่อต้านเชื้อโรค และยังผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงขึ้นมาใหม่ได้ด้วย ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด (ยกเว้นมนุษย์) ม้ามจะทำหน้าที่เก็บเซลล์เม็ดเลือดแดง และส่งไปยังกระแสเลือด เพื่อควบคุมปริมาณเซลล์เม็ดเลือดแดง ในกรณีที่เสียเลือดมาก ในทารกที่ยังไม่คลอด ม้ามมีหน้าที่หลักในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และหลังจากคลอด หน้าที่นี้จะเป็นหน้าที่ของไขกระดูกแทน แต่ถ้าไขกระดูกทำงานได้น้อยลงเนื่องจากโรคบางอย่าง ม้ามจะทำหน้าที่ในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงอีกครั้งหนึ่ง

  • ม้ามเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับเลือด จึงมีเส้นเลือดอยู่ภายในมาก ทำให้ม้ามมีลักษณะเป็นสีแดง บางและเปราะมาก หากมีอุบัติเหตุมากระทบถูกม้าม(ทางด้านหลัง) ม้ามก็จะแตกได้ เมื่อม้ามแตกจะทำให้เลือดตกใน(เลือดออกในช่องท้อง) มาก ซึ่งอาจจะทำให้เสียเลือดมากจนถึงชีวิต
  • นอกจากนั้น ม้ามยังช่วยในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม โดยเฉพาะเชื้อโรค  เมื่อม้ามต้องทำงานมากขึ้น ม้ามอาจจะโตขึ้น เช่น ในโรคโลหิตเป็นพิษ โรคมาลาเรีย
  • การตอกเส้นจะช่วยให้ม้ามแข็งแรง  เรามาดูเส้นลมปราณม้าม

มหัศจรรย์177เริ่มต้นจากปลายนิ้วหัวแม่เท้า

  • ผ่านมาตามด้านหน้าของตาตุ่มด้านใน, ด้านในของขาและต้นขา
  • เมื่อผ่านขาหนีบ ก็จะเข้าสู่ท้อง ไปสังกัดต่อม้าม และสัมพันธ์กับกระเพาะอาหารด้วย
  • ผ่านผนังกระบังลมขึ้นมา ขนาบสองข้างของหลอดอาหารไปสิ้นสุดที่ลิ้น
  • มีแขนงแยกจากบริเวณกระเพาะอาหาร ผ่านกระบังลมมาสิ้นสุดที่หัวใจ

ม้ามผิดปกติ ทำให้การสร้างเม็ดเลือดมีปัญหา ติดเชื้อง่าย อาการที่ผิดปกติคือ
อาการทางจิต : สมเพชตัวเอง เย็นชาต่อผู้อื่น กระวนกระวาย วิตกกังวล ชอบอยู่คนเดียว ลังเล หยุมหยิม ไม่พอใจง่าย ๆ
อาการทางกาย : รับประทานอาหารคลื่นไส้ ท้องอืด ท้องเดิน เรอ ปวดเกร็งโคนลิ้นด้านใน ลิ้นแข็งพูดไม่ชัด กระหายน้ำ โลหิตจาง มีกรดในกระเพาะ หิวไม่เป็นเวลา สะโพกบวม เข่า ขาบวม เย็น ไม่มีแรงแข็ง หอบ ขมับสีคล้ำ ผิวหยาบ ส้นเท้าบวมแตก ปวดลิ้น ปวดกระเพาะ ท้องอืด อาเจียน ดีซ่าน อ่อนเพลีย ปวด และ บวมตามทางเดินของเส้น

เส้นพลังงานนี้ทำงาน และ รับสารอาหารได้เต็มที่ในช่วงเวลา ๐๙:๐๐ – ๑๑:๐๐ น.

๕. เส้นลมปราณหัวใจ

หัวใจเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ สูบฉีดเลือดตลอดเวลาไม่มีการหยุด เพื่อให้กระแสเลือดหมุนเวียนทั่วร่างกายต่อเนื่องกัน หัวใจมนุษย์ แบ่งออกเป็น ๔ ช่อง คือ บนซ้าย ล่างซ้าย บนขวา และ ล่างขวา เลือดที่อยู่ในสองช่องซ้ายจะเป็นเลือดดีที่มาจากปอด เรียกว่าเลือดแดง ส่วนเลือดในสองช่องขวาจะเป็นเลือดที่รับมาจากร่างกายเป็นเลือดที่ใช้ ออกซิเจนไปจนหมดแล้ว เรียกว่า เลือดดำ หัวใจช่องล่างจะมีผนังหนาและแข็งแรง และมีขนาดใหญ่กว่าหัวใจช่องบน ระหว่างหัวใจช่องบน และล่างจะมีลิ้นหัวใจเปิดทางเดียวเพื่อให้เลือดจากช่องบน ไหลลงช่องล่างได้ แต่ไหลย้อนกลับไม่ได้ กล้ามเนื้อหัวใจจะประกอบด้วยเซลล์เฉพาะ ในขณะที่กล้ามเนื้อหดตัว จะบีบเลือดในหัวใจออกจากช่องล่างโดยเลือดแดง จะกระจายไปยังอวัยวะทั่วร่างกาย แต่เลือดดำจะไหลไปยังปอด ในช่วงคลายตัวหัวใจจะขยายโตขึ้น และ ดูดเลือดเข้ามาโดยผ่านทางช่องบน และลงมาช่องล่าง สองช่องซ้ายจะรับเลือดแดงจากปอด ในขณะที่สองช่องขวารับเลือดดำจากเซลล์ทั่วร่างกาย และถูกสูบฉีดออกไปเป็นวัฏจักรเรื่อยๆ โดยเลือดดำที่ออกจากช่องล่างขวาของหัวใจไปปอดจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และรับ ออกซิเจนจากอากาศในปอดกลับกลายเป็นเลือดแดงไหลกลับเข้าสู่หัวใจด้านซ้าย เพื่อถูกสูบฉีดไปทั่วร่างกายต่อไป การบีบตัวของหัวใจทำให้แรงดันในหลอดเลือดสูงขึ้นและเมื่อคลายตัวแรงดันจะต่ำ ลง แรงดันนี้สามารถทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัวและหดตัวสลับกัน ทำให้สัมผัสได้ในลักษณะ การเต้นของชีพจร ซึ่งใช้เป็นการวัดความถี่ในการเต้นของหัวใจ ส่วนแรงดันที่เกิดขึ้นก็สามารถใช้เครื่องมือวัดได้ เช่นกัน เรียกว่า ความดันโลหิต โดยค่าที่ใช้ตัดสินความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตที่โรงพยาบาล คือ ๑๔๐/๙๐ มม.ปรอท และ ความดันโลหิตที่บ้านคือ ๑๓๕/๘๕ มม.ปรอท แก้โรคหัวใจ ต้องตอกกล้ามเนื้อหลังให้คลายตัว จัดกระดูกหลังตาม ต่อด้วยยืดกระดูกโรคหัวใจจะดีขึ้นมากเลยเรามาทำความเข้าใจเส้นลมปราณหัวใจกันมหัศจรรย์178

เริ่มต้นออกจาก ใจกลางของหัวใจ ผ่านกระบังลม มาสัมพันธ์กับลำไส้เล็ก มีแขนงออกจากหัวใจ ขึ้นมาตามคอหอย ไปจนถึงตา มีอีกแขนงหนึ่งออกจากหัวใจ โค้งผ่านปอด มาทะลุที่รักแร้ แล้วผ่านลงมาตามด้านในของแขน ไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วก้อย หัวใจควบคุมการไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกาย ชีพจรของมนุษย์เต้น และสูบฉีดโลหิต โดยอาศัยพลังแห่งหัวใจ และเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจ กำหนดความคิด เลือดดีสมองแจ่มใส เลือดพร่องสมองอ่อนเพลีย สัมพันธ์กับลำไส้เล็ก โดยมีเส้นลมปราณเชื่อมถึงกัน หากเลือด หรือพลังแห่งหัวใจมีปัญหา ย่อมส่งผลกระทบถึงลำไส้เล็ก

ลักษณะอาการที่ผิดปกติ

อาการทางจิต : เครียด ใจหวิว ไม่เข้าสังคม ตื่นเต้น เปลี่ยนใจง่าย เก็บกดนอนไม่หลับ ฝันมาก ตกใจง่ายขี้หลงขี้ลืมหรืออาจกระวนกระวายหลับไม่สนิท
อาการทางกาย : คอบวม อกแฟบ แขนตึง ตาเหลือง สีหน้าซีดขาวเหงื่อออกที่อุ้งมือ และ ฝ่าเท้า ชีพจรเต้นเบา ไม่สม่ำเสมอ หรือใจสั่นหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ปวดไหล่เวลายกไหล่ ปวดสะบักหลัง โคนลิ้นขาว ไวต่ออุณหภูมิ หน้าแดง คอแห้ง ปวดบริเวณหน้าอก และ ลิ้นปี่ ฝ่ามือร้อน ปวดตามทางเดินของเส้น

เส้นพลังงานนี้ทำงาน และ รับสารอาหารได้เต็มที่ในช่วงเวลา ๑๑:๐๐ – ๑๓:๐๐น.ห้ามยืมเงิน ห้ามเจรจาเรื่องหนัก ๆ เดี๋ยวช็อคตาย

๖. เส้นลมปราณลำไส้เล็ก

ลำไส้เล็ก เป็นส่วนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหาร มีความยาวประมาณ 7-8 เมตร ลำไส้เล็กเป็นอวัยวะหนึ่งในระบบทางเดินอาหาร เป็นท่อขนาดเล็ก อยู่ต่อจากกระเพาะอาหารและอยู่ก่อนลำไส้ใหญ่ เป็นส่วนที่มีขนาดยาวมากและทำหน้าที่ที่สำคัญมากในระบบการย่อยอาหาร กล่าวคือเป็นอวัยวะส่วนที่ย่อยทั้งแป้ง โปรตีนและไขมัน ลำไส้เล็กทำหน้าที่ รับอาหารที่ผ่านการย่อยจากกระเพาะอาหาร  แล้วดูดซึมส่วนที่ใสส่งต่อไปยังม้าม  ลำไส้เล็กทำหน้าที่สำคัญมากในระบบทางเดินอาหาร กล่าวคือทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมอาหารที่ย่อยจนกลายเป็นสารอาหารโมเลกุลเดี่ยว แล้ว เช่นกลูโคส กรดอะมิโน กรดไขมันและกลีเซอรอล เข้าสู่กระแสเลือด เพื่อให้ร่างการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

การย่อยที่ลำไส้เล็กถือว่าเป็นการย่อยที่สมบูรณ์และมีการดูดซึมสารอาหารจากการย่อยได้มากที่สุด การตอกเส้นแนวแขนจะช่วยเรื่องระบบการย่อยได้เป็นอย่างดี เราลองมาดูแนวเส้นลมปราณกันมหัศจรรย์179

เริ่มต้นจากปลายนิ้วก้อย ผ่านขึ้นไปตามหลังมือ, แขน จนถึงไหล่ วกลงมาที่กระดูกสะบัก แล้วพาดข้ามไหล่มายังแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า ทางด้านหน้า จากแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า ทอดแทงลึกลงมาสัมพันธ์กับหัวใจ วนผ่านหลอดอาหาร ผ่านกระบังลม, ผ่านกระเพาะ จนมาสังกัดอยู่ที่ลำไส้เล็ก มีแขนงแยกขึ้นมาตามลำคอ ผ่านขากรรไกรล่าง ไปจนถึงมุมตานอก แล้ววกลงมาเข้าไปสิ้นสุดในหู ที่บริเวณขากรรไกรล่าง มีแขนงหนึ่งแยก ผ่านโหนกแก้มไปสิ้นสุดที่มุมตาใน

อาการทางจิต : อดทนสูง เก็บตัว คิดมาก เก็บกดความเศร้า โมโหและโกรธง่าย ไวต่อความรู้สึก สนใจในรายละเอียดมาก แบ่งสมาธิยาก เปลี่ยนใจง่าย ทำงานหนัก
อาการทางกาย : ปวดกระดูก กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ปวดสะโพก ท้องป่อง ระดูผิดปกติ กระดูกเชิงกรานตึงไม่ขยาย ริมฝีปากบวมซีด ปวดท้องน้อย  ปวดเอร้าวลงถุงอัณฑะปัสสาวะไหลไม่รู้ตัว หูหนวก ดีซ่าน หน้าบวม เจ็บคอ ปวดตามทางเดินของเส้น  หูตึง  ตาเหลือง  คางทูม  เจ็บคอ  ปวดไหล่และขอบหลังของด้านนอกแขน

เส้นพลังงานนี้ทำงาน และ รับสารอาหารได้เต็มที่ในช่วงเวลา ๑๓:๐๐ – ๑๕:๐๐น.

๗.   เส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะ

กระเพาะปัสสาวะมีหน้าที่สำคัญคือ เป็นที่พักของปัสสาวะ และช่วยขับถ่ายปัสสาวะให้สมบรูณ์ โดยจะมีสมองควบคุมอีกที่หนึ่ง ทำให้คนถ่ายปัสสาวะได้ด้วยความเหมาะสมทั้งสถานที่และเวลา ขณะกำลังถ่ายปัสสาวะกระเพาะปัสสาวะนั้นจะบีบตัวเพิ่มความดันภายใน และดันเอาปัสสาวะไหลออกทางท่อปัสสาวะ การตอกเส้นแนวหลังทั้งสองข้างจะช่วยรักษากระเพาะปัสสาวะได้เป็นอย่างดี เราลองมาดูแนวเส้นก่อนมหัศจรรย์180

  • เริ่มต้นจากมุมตาใน
  • ขึ้นไปที่หน้าผาก แล้วพาดข้ามยอดกระหม่อม
  • มีแขนงแยกลงมาทางด้านหลังหู
  • ตรงยอดกระหม่อมมีแขนงย่อยแทงลึกลงไปติดต่อกับสมอง เส้นลมปราณผ่านต่อไปยังท้ายทอย แล้วทอด ดิ่งลงมาขนาบข้างอยู่กับแนวกระดูกสันหลังลงไปจนถึงเอว
  • มีแขนงแยกไปสัมพันธ์กับไต
  • ผ่านจากไตลงไปสังกัดอยู่กับกระเพาะปัสสาวะ
  • เส้นลมปราณผ่านกระดูกก้นกบ ต่อไปยังสะโพก, ด้านหลังต้นขา จนถึงข้อพับเข่า
  • จากท้ายทอยมีเส้นแขนงอีกเส้น ทอดขนานมาตามแนวดิ่งชิดขอบในกระดูกสะบัก ผ่านสะโพก, ด้านหลังต้นขา มาบรรจบกับเส้นลมปราณเดิมที่ข้อพับเข่า
  • จากข้อพับเข่า รวมเป็นเส้นเดียว ทอดลงมาผ่านน่อง แล้วหักเฉไปทางด้านนอกของขา ไปจนถึงส้นเท้า แล้วทอดไปตามขอบนอกฝ่าเท้าไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วเท้าที่ 5

อาการทางจิต : ตกใจง่าย ประสาท ระแวง ขาดสมาธิ ไม่กล้าเสี่ยง รู้สึกไม่ปลอดภัย กระวนกระวาย ขี้บ่น อารมณ์ปรวนแปร สนใจเรื่องหยุมหยิม

อาการทางกาย : ปัสสาวะขัด ปัสสาวะรอที่นอน ไหลไม่รู้ตัว ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ เข่าตึง กระเพาะปัสสาวะ และ มดลูกบวม ลมบ้าหมู ตาแฉะ ปวดจากนิ้วเท้าถึงส้นเท้า คอแข็ง ปวดท้ายทอย เลือดกำเดาไหล ปวดหัว โรคตา ปวดเอว ปวดขา ปวดตามทางเดินของเส้น

เส้นพลังงานนี้ทำงาน และ รับสารอาหารได้เต็มที่ในช่วงเวลา ๑๕:๐๐ – ๑๗:๐๐ น.

๘.   เส้นลมปราณไต

ไตมีความสำคัญเก็บสารจำเป็นของชีวิต ซึ่งมีผลต่อสารจำเป็นของอวัยวะอื่นๆ ระบบการเจริญเติบโตและสืบพันธุ์ พละกำลังของร่างกาย สมอง หู กำหนดน้ำ สร้างน้ำปัสสาวะ ช่วยในการขับถ่ายปัสสาวะ ช่วยม้ามในการและลำเลียงของเหลวในร่างกาย

การเจริญ และการเสื่อมของอวัยวะเพศ สัมพันธ์กับการหายใจของปอด การเจริญเติบโตของกระดูก และฟัน การบำรุงเส้นผม และขน ระบบประสาท
การตอกแนวเส้นลมปราณไต ท่านจะพบว่ารักษาโรคไตอย่างง่ายดาย บางคนที่ฟอกไตแล้ว พอตอกเส้นจะดีขึ้นมากเลย ลองมาดูแนวเส้นไตมหัศจรรย์181

  • เริ่มต้นที่ปลายนิ้วเท้าที่ ๕
  • พาดข้ามฝ่าเท้ามาวนเป็นวงอยู่หลังตาตุ่มใน
  • แทงเข้าไปในส้นเท้า
  • ขึ้นมาตามด้านในของขา, เข่า, ต้นขา แล้วผ่านเข้าไปในกระดูกสันหลังไปสังกัดอยู่กับไต
  • มีเส้นไปสัมพันธ์กับกระเพาะปัสสาวะด้วย
  • มีเส้นลมปราณออกจากไต ขึ้นมาผ่านตับ, กระบังลม, ปอด, คอหอย แล้วไปสิ้นสุดที่โคนลิ้น
  • ในระหว่างที่ผ่านปอด มีเส้นแขนงที่แยกออกมาไปสัมพันธ์ติดต่อกับเส้นหัวใจ

อาการทางจิต : หวาดกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัย หงุดหงิด บ้าระห่ำ มองโลกในแง่ร้าย ลังเล ไม่กล้าตัดสินใจ ขี้บ่น ไม่มีจุดยืน

อาการทางกาย : ไตซ้ายมีปัญหาจะขี้ร้อน ไตขวามีปัญหาจะขี้หนาว
ไม่อยากอาหาร กามตายด้าน หน้าดำ มีถุงใต้ตา ขอบตาสีคล้ำ ลิ้นแข็ง คอบวร คอแห้ง มีปัญหาอวัยวะสืบพันธ์ ไม่มีแรง ไอเป็นเลือด หายใจขัด ลิ้นแห้ง เจ็บคอ ปวดเอว ปอดบวม ท้องผูก ท้องเสีย ฝ่าเท้าร้อน ปวดตามทางเดินของเส้น
ถ้าจะให้ดีเราต้องนวดผ่อนคลายด้วยจะเป็นการดีมาก

เส้นพลังงานนี้ทำงาน และ รับสารอาหารได้เต็มที่ในช่วงเวลา ๑๕:๐๐ – ๑๙:๐๐ น.

๙. เส้นลมปราณเยื้อหุ้มหัวใจ

การแพทย์ตะวันออก กล่าวว่าอวัยวะที่คุมเรื่องไขมันในเลือด คือ เยื่อหุ้มหัวใจ เมื่อเยื่อหุ้มหัวใจได้รับโซเดียมเพียงพอ ก็จะทำงานปกติ ควบคุมไขมันในร่างกายให้อยู่ระดับปกติได้ หากระดับโซเดียมในร่างกายไม่สมดุลกับโปแตสเซียม (โปแตสเซียมมากไป) เยื่อหุ้มหัวใจจะผิดปกติ ควบคุมการผลิตไขมันไม่ได้ เรามาตอกเส้นแนวแขน บริหารแขนก็จะเป็นการรักษาเยื้อหุ้มหัวใจ เรามาดูกันว่าเส้นเยื้อหุ้มหัวใจไปทางไหน มหัศจรรย์182

  • เริ่มต้นออกจากเยื่อหุ้มหัวใจกลางทรวงอก
  • ผ่านกระบังลมลงมาสัมพันธ์ติดต่อกับ เส้นปราณซานเจียว
  • มีแขนงแยกออกมาผ่านทรวงอก ทะลุบริเวณข้างลำตัว ใต้รักแร้
  • ทอดผ่านลงมาในแนวกลางด้านในของแขน, ฝ่ามือ ไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วกลาง
  • จากบริเวณใจกลางฝ่ามือ มีแขนงแยกย่อยไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วนาง

อาการทางจิต : ปกป้องตัวเอง กลัวที่สูง ขี้แย ไม่กล้าแสดงออก ใจลอย ตึงเครียดเมื่ออยู่ในฝูงชน ไวต่อความรู้สึก
อาการทางกาย : ปวดหน้าผาก เป็นตะคริว หรือ ชาตามแขนและข้อศอก นอนไม่หลับ ต่อมน้ำลายอักเสบ ความดันผิดปกติ ปวดตึง หรือ เหน็บชาที่ข้อนิ้ว นิ้วล็อก ระบบไหลเวียนของเลือดไม่ดี ลำไส้อักเสบ คลื่นไส้อาเจียน ลิ้นหัวใจตีบ แน่นหน้าอก ท้องผูก บิด ปวดฟัน เจ็บคอ เลือดกำเดาไหล ปวดตามทางเดินของเส้น
ต้องใช้การตอกเส้น การนวด การจัดกระดูก รวมกันจึงจะได้ผล

เส้นพลังงานนี้ทำงาน และ รับสารอาหารได้เต็มที่ในช่วงเวลา ๑๙:๐๐ – ๒๑:๐๐ น.

๑๐. ซานเจียว

เป็นทางผ่านของของเหลว  ทางผ่านของความร้อนบริเวณชั้นผิวหนังด้านนอก เส้นซานเจียว เชื่อมโยงกับอวัยวะที่สำคัญ คือ กระเพาะอาหาร  กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก มดลูก   ถ้าเราตอกเส้นผ่อนคลายแนวแขน  ตอกคอบ่าไหล่ เราก็จะได้ผ่อนคลาย และรักษา กระเพาะอาหาร  กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก มดลูก เราก็มาดูว่าเส้นลมปราณซานเจียวเป็นอย่างไร อยู่แนวไหนมหัศจรรย์183

  • เริ่มต้นจากปลายนิ้วนาง
  • ผ่านขึ้นมาตามหลังฝ่ามือ, แขน, หัวไหล่
  • พาดข้ามไหล่มายังแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า
  • ผ่านทรวงอกไปสัมพันธ์อยู่กับเยื่อหุ้มปอด แล้วทอดผ่านกระบังลมผ่านไปยังกลางท้อง
  • จากกลางทรวงอก มีแขนงย้อนกลับมาที่แอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า วกไปยังต้นคอด้านหลัง แล้วทอดขึ้นมาหลังใบหู แล้วขึ้นต่อไปยังชายผมใกล้หน้าผาก
  • จากใบหูมีแขนงผ่านไปยังใบหู แล้วมาโผล่ที่ด้านหน้ารูหู ไปสิ้นสุดที่หางคิ้ว
  • จากปลายที่ชายผมใกล้หน้าผาก มีแขนงย่อยมาสิ้นสุดที่มุมตาในอีกที

อาการทางจิต : จัดระบบความคิดไม่ถูก ใจลอย ระแวง กระวนกระวาย เอาแต่ใจตัวเอง แน่นหน้าอก ใจสั่น กระวนกระวาย โรคจิตอาละวาด

อาการทางกาย : ตื่นเช้าแล้วไม่อยากลุก เพลีย ความดันผิดปกติ ตาโปน มดลูกบวม พูดไม่ได้ ขั้วหลอดลมบวม เป็นหวัดบ่อย ปวดในรูหู ปวดไหล่และขอพับ ระบบน้ำเหลืองผิดปกติ เหงื่อออกมาก ท้องอืด รักแร้บวม ร้อนตรงกลางฝ่ามือไวต่อความรู้สึกปวดบริเวณหัวใจปัสสาวะไหลไม่รู้ตัว หูอื้อ เจ็บคอ หน้าบวม ปวดไหล่แขนและข้อศอก ปวดตามทางเดินของเส้น
ส่วนไหนที่เราตอกเส้นไม่ได้ก็ให้นวดแผนไทย

เส้นพลังงานนี้ทำงาน และ รับสารอาหารได้เต็มที่ในช่วงเวลา ๒๑:๐๐ – ๒๓:๐๐ น.

๑๑. เส้นลมปราณถุงน้ำดี

ทำหน้าที่ เก็บน้ำดี ทำหน้าที่ร่วมกับตับในการหลั่งน้ำดี กำหนดการตัดสินใจ หมายถึงความสามารถของจิตใต้สำนึกในการตัดสินใจ อาการที่บอกว่าเป็นโรคถุงน้ำดี คือ ดีซ่าน ผิวเหลือง ตาเหลือง การรับรสในปากเลวลง ปวดสีข้าง อาเจียนเป็นน้ำดี หลับไม่สนิท โกรธง่าย
ถ้าเราตอกเส้นแนวขาด้านข้าง เราก็จะได้ฟื้นฟูระบบน้ำดี น้ำดีนี่แหละเป็นตัวควบคุมระบบการย่อยอาหารและอีกหลายส่วนในร่างกาย เราก็มาศึกษาแนวเส้นถุงน้ำดีมหัศจรรย์184

  • เริ่มต้นจากมุมตานอก
  • ทอดเฉียงลงมาที่หน้าใบหู วกกลับขึ้นไปตามชายผม แล้วโค้งไปยังด้านหลังใบหู วกกลับมายังหน้าผากเหนือคิ้ว แล้ววกย้อนกลับยังท้ายทอยและต้นคอ
  • พาดข้ามไหล่มายังแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า
  • จากหลังใบหูมีแขนงเข้าไปในหู มาทะลุที่หน้าต่อรูหู แล้วลงมาสิ้นสุดที่ปลายล่างของใบหู
  • จากมุมตานอก มีแขนงทอดมาที่ขากรรไกรล่าง วกขึ้นไปที่โหนกแก้ม แล้วย้อนกลับมาที่ขากรรไกรล่าง ทอดต่อลงไปรวมที่แอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า
  • จากแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้ามีแขนงทอดลึกลงไปในทรวงอก ผ่านกระบังลมไปสัมพันธ์ติดต่อกับตับ เข้าไปสังกัดอยู่กับถุงน้ำดี แล้วทอดลงไปตามชายโครง
  • จากแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า มีแขนงอีกเส้นทอดออกมาผ่านใต้รักแร้ ลงไปตามสีข้าง จนถึงบริเวณสะโพก แล้ววกไปตามกระเบนเหน็บ วกกลับมารวมกับแขนง ที่บริเวณด้านข้างสะโพก เป็นเส้นเดียวกัน
  • จากด้านข้างสะโพก ทอดมาตามด้านล่างของขา, หลังเท้าไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วเท้าที่ 4
  • บริเวณหลังเท้ามีแขนงย่อย ทอดข้ามไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วหัวแม่เท้า
    ถ้าน้ำดีไม่ดีก็จะส่งผล

อาการทางจิต : ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่อดทน รีบร้อน ตื่นเต้นง่าย ตั้งใจแรงกล้า เฉื่อยชา เหนื่อยหลังจากแสดงอารมณ์ อาการทางจิต : ชอบความรุนแรง ต้องการเรื่องตื่นเต้น ชอบทะเลาะวิวาท กล่าวคำหยาบ ต้องการแก้แค้น ไม่อดทน ยิ้มยาก เสียงดัง ขี้เบื่อ ไม่กล้าตัดสินใจ
อาการทางกาย : กินน้อยแต่น้ำหนักไม่ลด เหนื่อยง่าย ระบบย่อยอาหารไม่ดี ข้อต่อแข็ง เป็นไข้ ปวดคอ  ปวดศีรษะ วิงเวียนปวดหางตา ปากขม  สันไหล่บวม บวมใต้รักแร้  ปวดบวมตามไหปลาร้า  ต่อมน้ำเหลือที่คอและรักแร้บวม ไมเกรน ภูมิแพ้ เจ็บคอ เป็นนิ่ว น้ำมูกมาก มีเสลด นอนไม่หลับ ปวดขากรรไกรบน ปากบวม ปวดหัวตาด้านนอก ปวดตามทางเดินของเส้น ปวดหน้าอก สีข้าง สะโพก ขาและเท้าด้านนอก ร้อนเท้าด้านนอกm     ส่วนไหนที่เราตอกเส้นไม่ได้ ก็ให้นวดด้วยผ้าขาวม้า และนวดแผนไทยเข้าช่วย

เส้นพลังงานนี้ทำงาน และ รับสารอาหารได้เต็มที่ในช่วงเวลา ๒๓:๐๐ – ๐๑:๐๐ น.

๑๒. เส้นลมปราณตับ

ตับทำหน้าที่สะสมสารอาหารและปรับปริมาณเลือด กระตุ้นการย่อยและการลำเลียง
มีสัมพันธ์กับถุงน้ำดี

อาการทางกาย : ถ้าตับไม่ดีจะส่งผลทางกายคือ ปวดฝ่าเท้า กินจุ ข้อต่อไม่แข็งแรง คลื่นไส้อาเจียน ปวดเสียว หรือแน่นสีข้าง  หรือท้องน้อย
ปวดช่องท้องป่อง เหนื่อยง่าย ตาแห้ง  ตาลาย ตาบอดกลางคืน  มองไม่ชัด  ตาบวมแดง  ตาสู้แสงไม่ได้ หน้ามืด วิงเวียน ลิ้นสั่น แขนขาชา กล้ามเนื้อกระตุก ตะคริว
ปวดหน้าอก จุกแน่นใต้ลิ้นปี่จนเรอ
เดินตัวแข็ง ไม่มีแรงขับทางเพศ ทรงตัวไม่อยู่ ปวดเอว ปวดหลัง แน่นหน้าอก ปัสสาวะไม่รู้ตัว ปวดท้องน้อย อวัยวะสืบพันธ์บวม ปวดตามทางเดินของเส้น
อาการทางจิต : โกรธง่าย  ชอบความรุนแรง ต้องการเรื่องตื่นเต้น ชอบทะเลาะวิวาท กล่าวคำหยาบ อารมณ์แปรปรวน ต้องการแก้แค้น ไม่อดทน ยิ้มยาก เสียงดัง ขี้เบื่อ ไม่กล้าตัดสินใจ  ก็จะตามมาโดยที่เราไม่อยากเป็น

อาการผิดปกติที่สำคัญบนเส้นลมปราณ

ปวดเอวแน่นหน้าอก สะอึก ปัสสาวะขัด ปัสสาวะรดที่นอน ไส้เลื่อน ท้องน้อยบวม
ถ้าเราตอกตามแนวเส้นตับ เราก็จะเป็นการรักษาอาการเหล่านี้ไปด้วย แล้วถ้าตับไม่ดีอาการ เราก็มาดูแนวเส้นตับไปทางไหนมหัศจรรย์185

  • เริ่มจากนิ้วหัวแม่มือเท้า ทอดผ่านขึ้นมาตามด้านในของขาจนถึงขาหนีบ
  • วกกลับลงมาอวัยวะสืบพันธุ์แล้วแทงเข้าท้องน้อย ผ่านขึ้นไปยังกระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี แล้วเข้า  ไปสังกัดอยู่กับตับ
  • ออกจากตับ ผ่านกระบังลมขึ้นมาตามชายโครง ไปอยู่ด้านหลังของหลอดอาหาร, คอหอย ทอดผ่านเข้าสู่ใบหน้า ผ่านตาขึ้นไปจนถึงกระหม่อม
  • จากตามีแขนงทอดลงมาล้อมรอบริมฝีปาก
  • มีแขนงออกจากตับ ผ่านกระบังลม เข้าไปในปอดแล้ววกลงมาสิ้นสุดที่กระเพาะอาหาร
    ตรงไหนที่เราตอกเส้นไม่ได้เราก็นวดแผนไทยเข้ามาเสริม

เส้นพลังงานนี้ทำงาน และ รับสารอาหารได้เต็มที่ในช่วงเวลา ๐๑:๐๐ – ๐๓:๐๐ น.
เราลองมาดูเส้นประธาน ๑๐ กันว่าต่างกันอย่างไร

เปรียบเทียบกับเส้นประธานสิบมหัศจรรย์186

มหัศจรรย์187

มหัศจรรย์188

ผู้ที่จะการศึกษาวิชาการตอกเส้นให้แม่นยำ จะต้องใฝ่รู้ หมั่นศึกษาหาวิชาความรู้เพิ่มเติม จากตำรานวดแผนไทย จากการฝังเข็ม จากการกดจุด ตำราลมปราณ การทำสมาธิ สมุนไพร ศาสตร์ต่างๆที่เป็นพื้นบ้าน จากประสบการณ์ของชาวบ้าน ที่ทำแล้วหายเร็วที่สุด ประยุกต์ให้เป็นองค์รวม ทำให้หาย ประหยัด ปลอดภัย ใช้เวลาสั้นที่สุด จึงจะประสบผลสำเร็จในวิชานี้ การตอกเส้นจะแม่นยำมากเป็นที่ยอมรับของมหาชน และที่สำคัญที่สุดในวิชานี้ อยู่ที่สมาธิและความเมตตาของเราเอง ทำเพื่อความสุขของมหาชน แล้วบุญบารมีจะเกิดขึ้นกับตัวเราเอง

บทที่ 9 บริหาร มือ ข้อมือ แขน

เรามาลองทำกายบริหารช่วงแขนให้เป็นยาดูสักชุดหนึ่งลองทำตามได้เลย

มหัศจรรย์189มหัศจรรย์190

ท่าที่ ๑ กวักมือ ๓๐ ครั้งเป็นการบริหารข้อมือ ช่วยให้สลายหินปูน และเพิ่มน้ำไขข้อ
ท่าที่ ๒ หงายมือ ๓๐ ครั้ง ช่วยคลายเส้นหัวใจ และเยื่อหุ้มหัวใจได้เป็นอย่างดี
ท่าที่ ๓ สะบัดมือแบบเฉียงๆ ๓๐ ครั้ง ช่วยให้เลือดไหลไปปลายนิ้วได้มากขึ้น

มหัศจรรย์191ท่าที่ ๔ ส่ายมือ๓๐ครั้ง เป็นการบริหารเส้นได้เป็นอย่างดี
ท่าที่ ๕ ท่าหมุนข้อมือ ๓๐ ครั้ง ให้หมุนซ้าย ให้หมุนขวา สังเกตความคล่องของข้อมือ
ท่าที่ ๖ กำมือ ปล่อยมือ ๓๐ ครั้ง บริหารอุ้งมือ นิ้วมือ ได้เป็นอย่างดี
มหัศจรรย์192ท่าที่ ๗ บริหารลำไส้ใหญ่ ๓๐ ครั้ง นิ้วโป้งนิ้วชี้เคาะชนกัน เป็นการบริหารเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่
ท่าที่ ๘ บริหารลำไส้เล็ก ๓๐ ครั้ง เอาสันมือนิ้วก้อยเคาะชนกัน เป็นการบริหารลำไส้เล็ก
ท่าที่ ๙ บริหารเยื้อหุ้มหัวใจ ๓๐ ครั้งด้วยการเคาะอุ้งมือ ช่วยบริหารเยื้อหุ้มหัวใจ
ท่าที่ ๑๐ บริหารเส้นหัวใจ ด้วยการกำหมัดเคาะกลางฝ่ามือบริหารหัวใจ ๓๐ ครั้ง

มหัศจรรย์193

ท่าที่ ๑๑ บริหารไตด้วยการเคาะหลังมือ ๓๐ ครั้ง
ท่าที่ ๑๒ บริหารปอดด้วยการดึงง่ามมือบริหารปอด ๓๐ ครั้ง
ท่าที่ ๑๓ บริหารฝ่ามือ ด้วยการตบมือ ๓๐ ครั้ง ช่วยเรื่องภูมิแพ้ได้เป็นอย่างดี
ท่าที่ ๑๔ เคาะนิ้วมือทั้งห้ากระตุ้นสมอง ๓๐ ครั้ง

มหัศจรรย์194

ท่าที่ ๑๕ สับฝ่ามือช่วยเรื่องโรคกระเพาะ๓๐ครั้ง
ท่าที่ ๑๖ เคาะสันมือบริหารสันนิ้วก้อย ๓๐ ครั้ง ช่วยปอด หัวใจ ตับ
ท่าที่ ๑๗ เคาะข้อศอก ๓๐ ครั้ง บริหารข้อศอก บริหารอุ้งมือได้เป็นอย่างดี
ท่าที่ ๑๘ เคาะไปตามแขน ๓๐ครั้งช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อ กระตุ้นเซลล์ ให้แข็งแรง ให้ตื่นตัว

มหัศจรรย์195

ท่าที่ ๑๙ รูดนิ้วดึงนิ้วมือทุกนิ้ว สังเกตดูว่าเวลาดึงนิ้วแล้วมีเสียงดังหรือไม่
ถ้ามีเสียงดังป๊อก แสดงว่าเลือดลมไหลเวียนสะดวก ถ้าไม่มีเสียงดังแสดงว่าเลือดลมติดขัด
ท่าที่ ๒๐ รูดนิ้วทั้งห้า ด้วยการประสานนิ้วทั้งห้าแล้วรูด

มหัศจรรย์196

ท่าที่ ๒๑ เหยียดนิ้วตั้งแขนออกไปตรงๆแล้วจับปลายนิ้วดึงเข้าหาตัวตรงๆสลับข้างกัน
สังเกตดูความตึงของเส้นใต้แขน และความเจ็บของนิ้วมือ

มหัศจรรย์197

ท่าที่ ๒๒ ประสานนิ้วทั้งห้า แล้วยกขึ้นดันแผ่นฟ้า เป็นการบริหารเส้นใต้รักแร้
ท่าที่ ๒๓ ล็อคมือแล้วดึง เป็นการบริหารนิ้วและเส้นประสาทให้แข็งแรง

มหัศจรรย์198

ท่าที่ ๒๔ นวดข้อมือใช้นิ้วโป้งกดแล้วขยับมือ บิดข้อมือไปพร้อมๆกัน เป็นการคลายเส้น ได้เป็นอย่างดี

มหัศจรรย์199

ท่าที่ ๒๕ หมุนข้อมือ จับข้อมือไว้แล้วหมุนข้อมือบิดมือ เป็นการนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อแนวแขนทั้งหมด

มหัศจรรย์200

ท่าที่ ๒๖ เขี่ยหลังมือ ใช้นิ้วโป้งเขี่ยหลังมือ ร่องนิ้วมือ ช่วยลดอาการนิ้วล็อก มือชาได้เป็นอย่างดี

มหัศจรรย์201

ท่าที่ ๒๗ สะบัดแขน หรือแกว่งแขน ๓๐ครั้ง ถ้าจะให้ดีในช่วงเวลา๐๓.๐๐-๐๕.๐๐ นาฬิกา
ควรบริหารปอด ด้วยการสวดมนต์ จะช่วยให้บริหารปอดได้เป็นอย่างดี

บทที่ ๑๐   ยาที่ธรรมชาติให้มา

๑. อาหารนั่นแหละเป็นยา แต่ต้องเป็นอาหารที่สดจากธรรมชาติ ปลอดภัยจากเคมีวิทยาศาสตร์ จึงจะเป็นอาหารที่มีพลังชีวิต อาหารที่ผ่านขบวนการทางวิทยาศาสตร์มากก็เป็นเพียงการถนอมอาหารให้เก็บไว้ได้นาน แต่สารอาหารบางอย่างก็สูญหายไป หรือเปลี่ยนแปลงทางเคมี อาหารที่ดีที่สุดก็คืออาหารที่ขึ้น และเจริญเติบโตในพื้นที่นั้นได้ดี มีภูมิต้านทานโรคและแมลงได้เป็นอย่างดี เรากินอาหารเหล่านี้เข้าไปในร่างกาย ร่างกายก็จะแข็งแรง เรียกว่าเราทานผักขี้โรค เราก็เป็นคนขี้โรคเราทานพักแข็งแรงเราก็เป็นคนแข็งแรงมหัศจรรย์202

๒. การบริหารร่างกายแบบผ่อนคลายตัวเอง เช่น การร่ายรำมวยจีน ไท้เก๊ก นาฏศิลป์ พระฤาษีดัดตน โยคะบริหารกาย ให้ร่างกายทุกส่วนได้ใช้งาน สนิมหรือหินปูนก็ไม่ติดข้อกระดูก เส้นเอ็นก็จะยืดหยุ่นได้ดี เส้นประสาทก็จะสั่งงานได้รวดเร็ว โดยสรุปก็คือ เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก พลังปราณ พลังชี่ ขบวนการเมธาบอริซึ่มก็จะเผาผลาญสารอาหารได้ดี
๓. ลมหายใจที่ยาวลึกไม่ติดขัด ลมหายใจนี้สัมพันธ์กับอารมณ์และโครงกระดูก จิตหยาบอารมณ์หยาบลมหายใจสั้น อารมณ์ดี จิตดี ลมหายใจยาว เหมือนเราลืมหายใจ อารมณ์เสียลมหายใจติดขัด ฉะนั้นเราต้องฝึกสมาธิรักษาอารมณ์ ฝึกโยคะบริหารผ่อนคลายร่างกาย และฝึกสติปัญญาให้รู้เท่าทันปัญหา คิดเป็นก็เป็นสุข คิดไม่เป็นก็เป็นทุกข์ สุขหรือทุกข์ อยู่ที่ความพอใจและไม่พอใจ
๔. ความสุขนั่นแหละเป็นยา ความสุขจะเกิดได้เราต้องอยู่บนทางสายกลางหรือวิถีชีวิตผ่อนคลาย จิตใจที่มีความสุขก็จะทำให้ร่างกายคลายทุกข์ ทุกปัญหาก็มีทางออก ปัญหามีไว้แก้ ปัญหามีไว้ท้าทายสติปัญญาและความสามารถของเรา ในสมองของคนเรานั้นมีต่อมใต้สมองที่เรียกกันว่า “ ต่อมพิทูอิทารี(Pituitary Gland)” “ต่อมไพเนียน” ทำหน้าที่ หลั่งสารปิติสุข ปรับสมดุลฮอร์โมน สร้างเม็ดเลือดขาว สร้างภูมิคุ้มกัน กินเชื้อโรค ฉะนั้น คนที่มีความสุข ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายจะกินเชื้อโรค คนที่มีความทุกข์ เชื้อโรคจะกินร่างกาย ในร่างกายของเรามีโรงงานผลิตยารักษาโรคอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้เรามัวแต่ไปหายามาฆ่าเชื้อโรค เชื้อโรคจึงกลายพันธุ์

บทที่ ๑๑ คุณธรรมและจริยธรรมของหมอตอกเส้น

หลังจากที่เราตอกเส้นแล้ว เราต้องรู้จักการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ต้องทำกายบริหาร ๓๖ ท่านอน (มีในแผ่น DVD สมาธิเพื่อการผ่อนคลาย) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย กายบริหารในท่าต่าง ๆ เช่น ท่ายืดเส้น ท่าไท้เก็ก ก็ต้องทำให้เป็นนิสัย อย่ามัวแต่หาเงินได้เงินพัน เงินหมื่น แล้วเราเจ็บป่วยเป็นมะเร็ง เป็นเบาหวาน เป็นกระดูกทับเส้น เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตมาแล้วเราต้องมานั่งเสียใจ ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นแสนเป็นล้าน เงินที่ได้มาต้องหมดไปกับการรักษาสูญเสียเวลาทำมาหากิน การรักษาในปัจจุบันนี้โหดร้ายมาก แพงแสนแพง รักษาก็ไม่หาย ยืดเยื้อเรื้อรัง แถมบางครั้งเงินทองที่มีอยู่ก็หมดไป ต้องไปกู้หนี้ยืมสินชีวิตก็จะมีแต่ความเครียด ครอบครัวก็แตกร้าว ฉะนั้นเราต้องรู้จักดูแลสุขภาพเป็นอันดับแรก

คุณธรรมของการตอกเส้น มี ๑๐ ประการ ดังนี้

๑. มีเมตตาจิตแก่คนไข้ ไม่เลือกชั้นวรรณะ ยากดีมีจนต้องช่วยเหลือสุดความสามารถ
๒. มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ยกมือไหว้ก่อน พูดจาไพเราะ มีสัมมาคารวะ
๓ มีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป ไม่ซ้ำเติมผู้ป่วย มีวิชาความรู้อะไรที่เป็นประโยชน์ก็แนะนำบอกกล่าวกัน
๔. มีความละเอียดรอบคอบ  สุขุม พิจารณาวิเคราะห์ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วค่อยรักษา
๕. ไม่โลภเห็นแก่ลาภของผู้ป่วยอย่างเดียว พยายามทำให้หาย  ประหยัด ปลอดภัยที่สุด
๖. ไม่โอ้อวดวิชาความรู้ เราเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งของการบำบัด วิธีการของคนอื่นยังมีอีกมาก
๗. ไม่เป็นคนเกียจคร้าน เผอเรอ มักง่าย วางทิ้งอุปกรณ์ งานทุกอย่างต้องประณีต
๘. ไม่ลุอำนาจแก่อคติ ๔ เว้นจากความชอบไม่ชอบ ถูกใจทำดีทำนาน ไม่ชอบทำเร็วสักแต่ว่าทำ
๙. ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งทีเป็นโลกธรรมแปด ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
๑๐. ไม่มีสันดานชอบความมัวเมาในหมู่อบายมุขเว้นขาดจากสุรา ยาเสพติดทุกชนิด

จริยธรรมของการตอกเส้น

  • ยึดถือสุขภาพและความปลอดภัย ของผู้ตอกเส้นเป็นเป้าหมายสูงสุด  ต้องสอบถามอาการที่เคยป่วยในอดีตและปัจจุบันให้ชัดเจน
  • ต้องเรียนรู้อนาโตมีเรื่องกระดูก  กล้ามเนื้อ  เส้นเอ็น  เส้นประสาท  ดูให้เข้าใจ จำให้แม่นยำ และหมั่นพิจารณาสังเกตดูความผิดปกติ
  • ยึดมั่นความซื่อสัตย์  ตรงไปตรงมา ทำได้ทำ ทำไม่ได้ก็อย่าทำ  และแนะนำส่งต่อให้ผู้อื่นต่อไป
  • หมั่นศึกษาหาความรู้แบบองค์รวม ประยุกต์ปรับปรุงให้หายประหยัด ปลอดภัย ใช้เวลาสั้น
  • ต้องไม่อารมณ์เสีย  คือไม่โกรธ ไม่บ่น ไม่ด่า ไม่ว่า ไม่สาปแช่งใครในขณะตอกเส้น
  • มีเมตตา คือ  ความปรารถนาให้ผู้ตอกเส้นหายป่วยมีสุขภาพดี
  • มีกรุณา คือ  มีความสงสาร ต้องการทำให้ผู้ป่วยหายเร็วที่สุด จะได้ทำมาหากินสะดวก
  • มีมุทิตา คือ  ความพลอยยินดี เมื่อผู้ป่วยพูดถึงความสามารถของหมออื่น ควรอนุโมทนากับเขา
  • มีอุเบกขา คือ  การวางเฉยไม่ดีใจ ไม่เสียใจเมื่อผู้ป่วยตำหนิติเตียน หรือชื่นชม
  • มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ ไม่โอ้อวดว่าตัวเองเก่งแล้วข่มหมออื่น
  • เก็บรักษาความลับของผู้ถูกตอกเส้น
  • ไม่หลอกลวง ลวนลามผู้ถูกตอกเส้น
  • ไม่มัวเมาในอบายมุข ติดสุรายาเสพติด

มารยาทของการตอกเส้น

  • แต่งกายสะอาด สุภาพ รัดกุม
  • รักษาความสะอาดของมือและเครื่องมือ ทั้งก่อนและหลังการตอกเส้น
  • ก่อนทำการตอกเส้น ควรสำรวมจิตใจให้เป็นสมาธิ ระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์
  • เวลาตอกเส้นต้องจัดท่า วางท่าให้ถูกต้อง
  • ขณะทำการตอกเส้น ไม่ควรโทรศัพท์  ตอกไปโทรไป
  • ขณะทำการตอกเส้น ห้ามสูบบุหรี่ หรือรับประทานอาหาร
  • ขณะทำการตอกเส้น  ควรระมัดระวังการพูดให้เหมาะสม  พูดให้กำลังใจผู้ป่วย
  • หยุดตอกเส้น  เมื่อผู้ถูกตอกบอกให้พัก หรือเจ็บจนทนไม่ได้
  • ไม่ทำการตอกเส้น เมื่อตนเองสุขภาพไม่แข็งแรง ไม่สบาย หรือมีไข้
  • ไม่ควรตอกเมื่อผู้ป่วยมีไข้ มีความดันโลหิตสูง หรือรับประทานอาหารไม่ถึง 30 นาที
  • หากเกินความสามารถของตน  ควรแนะนำหรือส่งต่อให้ผู้ที่มีความรู้ดีกว่า อย่าดันทุรัง

คาถา สัจจะธรรม หายก็มี ไม่หายก็มี ถูกใจก็มี ไม่ถูกใจก็มี เจ็บตัวฟรีก็มี ฟกช้ำดำเขียวก็มี ตายก็เผา ถ้ากลัวเจ็บกลัวฟกซ้ำดำเขียว ไม่ต้องโทร ไม่ต้องถาม ไม่ต้องมา ไม่ต้องกวนใจ โอมพินิจ มหาพิจารณา ข้าพเจ้าใคร่ครวญดีแล้วจึงขอรับการบำบัด ด้วยความสมัครใจ มีบุญมากครั้งเดียวหาย มีบุญน้อย ๒-๓ ครั้งหาย หายหรือไม่หายขึ้นอยู่กับบุญของโยม เจริญสุข เจริญธรรม

มหัศจรรย์203

บทที่ ๑๒  สัจจะและปณิธานของอาจารย์

วิชานี้เป็นวิชาความรู้ที่มีพลังแฝง   บางคนรักษาหายเป็นอัศจรรย์ บางคนรักษาไม่หาย เพราะอะไรนั้นให้พิจารณาตามนี้ พลังนั้นมีหลายอย่างในโลกใบนี้ในที่นี้จะพูดเป็นบางส่วน
๑. พลังที่เกิดจากความรู้สติและปัญญาของตัวเราเอง  เกิดจากการศึกษาค้นหาความรู้จากตำรา   การศึกษา  ไม่ต้องรอฟ้าบันดาล  นี่เป็นพลังที่เราสัมผัสรับรู้ที่มองเห็นในปัจจุบัน
๒. พลังที่เป็นพรสวรรค์เป็นความสามารถเฉพาะตัว  อันนี้เกิดจากความรู้ที่สั่งสมมาในอดีตชาติ  สสารที่เรามองเห็นได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา  แต่อารมณ์นั้นอยู่นอกเหนือกาลเวลา  อารมณ์อยู่ภายใต้สติและปัญญา  กายนี้ตายแต่อารมณ์ไม่ตาย อดตีส่งผลปัจจุบัน  ปัจจุบันส่งผลอนาคต  ทุกอย่างก็หมุนไปเหมือนล้อเกวียน  ความรู้และอารมณ์ที่ทรงจำในอดีต กลับมาเป็นพรสวรรค์ในปัจจุบัน
๓. พลังที่เกิดจากครูบาอาจารย์ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ ส่วนมากจะเป็นพลังคาถาอาคม  พลังอันนี้ต้องมีสัจจะยึดมั่นในคำสั่ง คำสอนของครู ถ้าผิดสัจจะ  พลังนี้ก็จะเสื่อม  ความเสื่อมที่เกิดขึ้นนั้นก็จะกลายเป็นความคับแค้นใจว่า อาจารย์สอนให้ไม่หมด ลำเอียงศิษย์ สุดท้าย ศิษย์ก็จะข่มอาจารย์ ล้างอาจารย์  กลายเป็นศิษย์ล้างครู
๔. พลังที่เกิดจากคุณธรรมและปณิธานที่ตั้งมั่น  อันนี้เป็นพลังที่บริสุทธิ์ด้วยความรู้ความสามารถของตัวเองอย่างแท้จริง ตรงนี้เราต้องตั้งสัจจะอย่างมั่นคง เช่นเราจะไม่โกรธ ไม่บ่น ไม่ด่า ไม่ว่า ไม่สาปแช่งใคร  เราจะมีความเมตตาต่อเพื่อนร่วมเกิดแก่ เจ็บตาย เราจะสร้างบุญบารมีถวายเป็นพุทธบูชา   พลังอันนี้เป็นพลัง ที่เกิดจากการละกิเลสสันดานของตัวเอง ใจเรามีศีลมีธรรม มีความมั่นคงในคุณธรรมมากเท่าใด พลังก็จะมากตามด้วย
๕. พลังสิ่งศักดิ์ของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และพลังของเทพยดาที่สร้างบุญบารมีบางคนจะมีพลังของครูและอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เรียกว่ามี “พลังแฝง”  จะเห็นได้ว่าตัวเองก็ไม่มีความสามารถอะไรแต่มีปาฏิหาริย์ตลอด อันนี้ต้องยอมรับ เป็นพลังงานสายสัมพันธ์ เป็นครูเป็นอาจารย์กันมาหลายกัปป์หลายกัลป์  ยากที่เราจะหยั่งรู้ แต่หลายคนสัมผัสและรับรู้ได้
๖. พลังที่เกิดจากวัตถุศักดิ์สิทธิ์  มีเครื่องรางของขลังที่เป็นพลัง  เช่น  จากลูกแก้ว   พระเครื่อง  ไม้  มีดลงอาคม เป็นต้น
๗. พลังบุญบารมีอันนี้พิเศษมีมาแต่เกิด นอกเหนือความนึกคิดและเหตุผล จะหยิบจะจับอะไรก็ศักดิ์สิทธิ์ไปหมด

ขุมพลังที่ใช้ไม่รู้จักหมดจักสิ้น

พลังอันนี้ต้องฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่อง หมั่นทบทวนพิจารณาบทบาทของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ อารมณ์นั้นเป็นเมฆหมอก ใจเราดุจพระอาทิตย์ ที่ปัญญาเราไม่เกิดก็เพราะเรามีอารมณ์โกรธ อารมณ์เสีย การฝึกสมาธินั้นต้องมีสัจจะและคุณธรรมถึงจะทรงพลังไว้ได้  ถ้าเราไม่มีสัจจะและคุณธรรมที่ตั้งมั่นแล้ว สมาธิที่ได้ก็จะเสื่อม และหมดพลังไปที่สุด ทำเหมือนกันวิธีการเดิม ๆ ที่เคยทำ  แต่จะไม่หาย  ไม่มีประสิทธิภาพ  เป็นส่วนใหญ่ การฝึกสมาธินั้นต้องทำทั้ง ๔ อย่างควบคู่กันไป
๑.  ฝึกสมาธิเคลื่อนไหวบริหารกาย ผ่อนคลายจิต เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนสะดวก
๒. ฝึกสมาธินิ่งเพื่อให้จิตเข้าสู่ฌานอารมณ์ทรงพลังนิมิตความตั้งมั่นไว้
๓.  ฝึกความอดทนอดกลั้นต่ออารมณ์ที่มายั่วยุในปัจจุบันให้ได้ใจเราจะได้ไม่หงุดหงิด
๔.  ฝึกใช้ปัญญาปล่อยวางปัญหา ให้ปัญหาละลายไปตามกาลเวลา ถ้าเราฝึกได้ทั้งสี่อย่างเราจะมีพลังที่ใช้ไม่รู้จักหมดจักสิ้น

บรรณานุกรม

Anne M.R.Agur,B.Sc.(OT),M.Sc.,Ph.d. ArthurF.Dalley ll,Ph.d. Grant,s Atlast of Anatomy.THIRTEENTH EDITION. University of Toronto,Toronto,Ontario,Canada.
โครงกระดูกมนุษย์ – วิกิพีเดีย

สถานที่ติดต่อ สำนักงานมูลนิธิโพธิรังสี ตอกเส้น ๒๖๐๐ปี เลขที่ 18/49 หมู่บ้านราชพฤกษ์ ซอยวัดกู้ถ.สุขาประชาสรรค์ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.ปทุมธานี 11120 โทร 099 283 8723 ,
099 283 8724 , 02 633 6111-3 แฟกซ์ 02 633 6115 ๑๐๘หมู่๘ ต.คอกควาย อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี 61140โทรศัพท์ 081-006-0504 ,081 160 9431 ,099 283 8871 Line สีไพร ภิกขุ 087 352 7333 www.sripai.com sripai0504@gmail.com

มหัศจรรย์204

มหัศจรรย์205

มหัศจรรย์206มหัศจรรย์207มหัศจรรย์208มหัศจรรย์209มหัศจรรย์210

มหัศจรรย์212


อนุรักษ์ มรดกธรรม มรดกไทย
เพื่อความภาคภูมิใจ
ในความเป็นไทย